Devil's profileManchester United FCPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    May 27

    UCL Final Breakdown

     

    Man Utd

    Barcelona

    a

    Attacking

    คุณไม่สามารถคาดหวังเกมไหน ที่ต่างฝ่ายต่างจะมีพลานุภาพในเกมรุกเข้าปะทะกันได้มากไปกว่านี้อีกแล้ว

    a

    a

    Defensive

    ปกติ เกมรับของพวกคาตาลันก็ไม่ได้แข็งแกร่งอะไรอยู่แล้ว และยิ่งมาเสียตัวหลักไปทีเดียว 3 คนแบบนี้ ยิ่งทำให้น่าเป็นห่วงหนักเข้าไปอีก

     

    a

    Bench

    Tevez กับ Berbatov พิสูจน์แล้วว่าเป็นตัว Joker ชั้นเยี่ยมของอสูรแดง และนี่ดูจะเป็นสิ่งที่พวกคาตาลันขาดแคลนในเวลานี้เป็นอย่างยิ่ง

     

    a

    Coaching

    Ferguson ถือเป็นสุดยอดผู้จัดการทีมของทวีปยุโรปไปแล้ว ส่วน Guardiola ทำผลงานได้อย่างน่าทึ่ง จนแทบไม่อยากเชื่อว่า นี่เป็นผลงานของ Rookie ที่เพิ่งทำทีมเป็นครั้งแรก

    a 

    a 

    Intangible

    ต่างฝ่ายต่างมีความมั่นใจแบบเต็มเปี่ยมที่จะคว้าแชมป์ และสร้างสถิติใหม่ๆให้กับตัวเองมากเหลือเกิน และที่สำคัญ ทั้ง 2 ทีมต่างคว้าแชมป์ลีกฤดูกาลนี้มาได้แบบยิ่งใหญ่อีกต่างหาก

    a

     

     

     

     

     

    Breakdown ; เคยมีคนบอกไว้ว่า เกมรุกมีไว้เรียกคนดู แต่เกมรับมีไว้คว้าแชมป์ และดูเหมือนว่าคำพูดนี้ น่าจะเป็นจริงอีกรอบในคืนนี้

    คำทำนาย ; อสูรแดงสร้างประวัติศาสตร์เป็นทีมแรกที่ป้องกันแชมป์ UCL ได้สำเร็จ

     

    April 17

    นปช. VS พันธมิตร

     
    1. การปิดอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเป็นเรื่องที่แย่มาก

    ถ้ามองในแง่เวลา การปิดอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ กินเวลาไม่ถึง 2 วัน เมื่อเทียบกับการที่พันธมิตรยึดสะพานมัฆวานรังสรรค์ได้อย่างยาวนานถึงครี่งปี

    แต่เผอิญ เราชาวกรุงเทพ ไม่ชอบให้ใครก็ตาม ที่ไม่ใช่ชาวเสื้อเหลือง ( เช่น นปช. , สมัชชาคนจน , ม็อบเกษตรกร , .... ) ยึดถนนเป้นเวลานานเกิน 1 วินาที

    ดังนั้นเราชาวกรุงเทพจะทำเป็นไม่รู้ไม่สนใจในการยึดถนนของพันธมิตร เพราะเราเองก็ชอบพันธมิตรมากๆ ฐานที่พวกนี้มีศีลธรรมสูงส่ง แถมยังฉลาดเหมือนพวกเรา ไม่โง่แบบชาวชนบท หรือคนรักทักษิณซะหน่อย

    2. ดีทีวี + วิทยุชุมชน เป็นเครื่องมือในการปลุกระดมให้คนเกิดความเกลียดชังรัฐบาล

    ส่วนเอเอสทีวี + คลื่นวิทยุเมโทรไลฟ์ เองก็ไม่ได้เป็นทีวีที่ก่อให้เกิดความแตกแยกอะไรเลย แถมยังเป็นสื่อที่เผยแพร่ความสามัคคีด้วยซ้ำไป ด้วยการรณรงค์ให้ชาวเสื้อเหลืองจัดการ “ โชติศักดิ์ อ่อนสูง , ดา ตอร์ปิโด และ .... “ กันแบบโจ๋งครึ่มเท่านั้นเอง

    3. การบุกโรงแรมที่พัทยา + การบุกกระทรวงมหาดไทย ถือเป้นการกระทำที่รับไม่ได้เป้นอย่างยิ่ง เพราะมันล้ำเส้นการชุมนุมแบบที่อยู่ในขอบเขตไปมาก

    ส่วนการยึดสนามบินสุวรรณภูมิ + สนามบินดอนเมือง + ทำเนียบรัฐบาล + NBT ถือเป้น “ อารยะขัดขืน “ ที่ใครก็ตามที่ไม่ชอบรัฐบาล สามารถพึงทำได้ ( เพียงแต่เวลาทำ เราบางคนก็อายนะ เลยต้องปิดหน้าปิดตาไว้บ้าง ) ไม่เป็นไรหรอก ขนาดคนที่ร่วมทำในเรื่องพวกนี้ ยังได้เป้นที่ปรึกษารัฐมนตรี กับรัฐมนตรีกันเลย ไม่เห็นจะผิดอะไรเลย ไม่งั้นรัฐบาลนี้ คงไม่เอามาดำรงตำแหน่งหรอก จริงมั้ย ???

    4. อาวุธที่ นปช. ใช้เป็นอาวุธร้ายแรง ไม่ใช่ม็อบไม่มีอาวุธ

    ส่วนพันธมิตร ไม่มีอาวุธอะไรเลย แค่ใช้ไม้เบสบอลเป้นอุปกรณ์ออกกำลังกาย เหนื่อยๆ ก็เอามีดไม้ไปตัดใบกระท่อม เอามาสูบแก้เซ็ง ที่บุหรี่ราคาแพงมากๆ

    ส่วนระเบิดปิงปอง ก็เป็นอุปกรณ์ไว้เล่นกีฬาเหมือนกัน เพียงแต่ไม่ได้เอามาตีปิงปอง แต่ใช้ในกีฬาขว้างไกล เพื่อเสริมความสามัคคีของคนภายในม็อบ ( บางที อาจเกิดผลข้างเคียงทำให้มีการบาดเจ้บล้มตายได้ แต่ไม่เป้นไร เราบอกได้ว่าเป็นเพราะแก๊สน้ำตาของจีน )

    ปืนที่เห็น มันเป็นปืนฉีดน้ำ หยิบมาผิดเวลา นึกว่าอยู่ช่วงวันสงกรานต์ นี่เสียดาย รู้งี้ พวกเราชาวพันธมิตรน่าจะเอาไปให้ นปช. ใช้บ้าง จะได้เข้ากับเทศกาลพอดี่เลย

    5. ขอบเขตการประท้วงของ นปช. กระจายสร้างความเสียหายไปทั่วกรุงเทพ

    ส่วนของพันธมิตร เราไม่ได้กระจัดกระจายอะไรมากเลย แค่ปิดสนามบินภูเก็ต + สนามบินหาดใหญ่เอง เราก็อยากกระจายม็อบออกไปสู่ภูมิภาคบ้าง เห็นรัฐบาลชอบบอกจะกระจายความเจริญกันจัง เราก็เลยเอาบ้าง เผื่อคนจะชอบบ้าง

    6. นปช. ฆ่าประชาชนตาย 2 ศพที่นางเลิ้ง และไปมีเรื่องกับชาวบ้านในกรุงเทพอีก

    พวกเราชาวเสื้อเหลือง ก็แค่เคยทะเลาะนิดหน่อยๆกับชาวบ้าน บางทีก็เคยทุบรถตู้บ้าง จะได้รู้ว่าใครใหญ่ เอ๊ย เราก็อยากคุยกันดี เลยเคาะเรียกให้ลงจากรถเท่านั้นเอง

    อย่างตอนที่ นปช. จะเดินทางมาหาเรา เราก็ไม่ได้อยู่เฉยๆนะ เรายกทัพออกไปป้องกันตัวเองถึงแยก จปร. เท่านั้นเองแหละ และเราก็ไม่ได้ป้องกันตัวเกินกว่าเหตุอะไร แค่ทำให้ณรงค์ศีกดิ์ กอบไธสงตายด้วยปืน และก็รุมทุบตีพวกนปช.ซะเยินก็เท่านั้นเอง

    ตอนที่สนามบินสุวรรณภูมิ เราพบเห็นบุคคลต้องสงสัย เราก็ช่วยจัดการให้ ไม่รู้ทำไม ตำรวจไปไหนหมด ไม่ยอมจับกุมชายคนนี้นะ ไม่เข้าใจเลย
    February 26

    Red Alert version ล้อการเมืองบางประเทศ‏

     
    เหตุการณ์ต่อไปนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงของประเทศใดๆทั้งสิ้น
     
    2006 ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มผลประโยชน์อย่างพวกล้าหลัง และพวกนายทุนมาถึงจุดแตกหัก ต่างฝ่ายต่างมองว่าอีกฝ่ายคือศัตรูที่เป็นภัยต่อการดำรงอยู่ของฝ่ายตน และบัดนี้ สงครามได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
     
    .............
     
    ภารกิจของนายทุน
     
    บัดนี้ พวกนักวิชาการ และเยาวชนจำนวนมาก ต่างตกอยู่ภายใต้การโฆษณาชวนเชื่อของพวก Yellow ARmy ที่มีความคิดมราปรารถนาให้ประเทศของเรา กลับไปใช้ระบบเศรษฐกิจ " เอาแต่พออยู่นั่นแหละ " และปฎิเสธระบบตลาดเสรี และโลกาภิวัฒน์ ซึ่งถือเป้นอันตรายต่อความมั่นคงในระบอบทุนนิยมของประเทศนี้เป็นอย่างมาก
     
    Mission 1 : พิทักษ์ปักเป้า พิทักษ์จิตวิญญาณทุนนิยม
     
    สายลับของเรา ได้รายงานให้ผมทราบว่า ตอนนี้ที่มหาวิทยาลัยปักเป้า พวก Yellow Army ได้ทำการสร้างเวทีปราศรัยถาวร พร้อมทั้งติดตั้งหอกระจายคลื่นเสียงการสำรอกของพวกมัน เพื่อมุ่งหวังทำให้ชาวปักเป้า ที่ถือเป็นแม่แบบของการใช้ชีวิตที่ฟู่ฟ่าในระบบทุนนิยม ถูกล้างสมอง และเชื่อในคำโกหกของพวกมัน
     
    ผม ในนามของหัวหน้ารัฐบาลทุนนิยมก้าวหน้า ขอมอบหมายหน้าที่ให้คุณ เป็นผู้นำกองกำลังไปสกัดกั้นการเคลื่อนไหวของพวก Yellow Army ในครั้งนี้โดยเร็วที่สุด
     
    Objective : ทำลายเวทีปราศรัย และหอกระจายคลื่นเสียงการสำรอกของพวก Yellow Army ที่มหาวิทยาลัยปักเป้าให้ราบคาบ
     
    ........................
     
    พรรคอภิชาธิปัตย์เป็นพรรคที่นิยมชมชอบในระบอบทุนนิยม แต่ระบอบทุนนิยมที่พวกเขาชื่นชอบ กลับเป็นระบบทุนนิยมที่ไม่อาจก้าวทันกับกระแสโลกาภิวัฒน์ และมีแต่พวกอภิชนเท่านั้นที่ได้ประโยชน์จากระบบทุนนิยมเช่นนี้ ด้วยเหตุนี้ พรรคอภิชาธิปัตย์จึงค่อยๆเสื่อความนิยมลง และถูกประชาชนที่ปรารถนาเห็นระบบทุนนิยมที่ก้าวหน้า ทำการลงโทษให้พ่ายแพ้ในสนามเลือกตั้งอยู่บ่อยครั้ง
     
    Mission 2 : ท่อเดียวที่เราปรรถนาคือ " ท่อก๊าซปิโตรเลียม " เท่านั้น
     
    แม้จะมีอุดมการณ์ที่แตกต่างกัน แต่เพราะศักยภาพที่มีอยู่ของพรรคอภิชาธิปัตย์ที่ดูไม่ดีเอาเสียเลย Marky หัวหน้าพรรคอภิชาธิปัตย์ จึงได้ตัดสินใจที่จะร่วมมือกับ Yellow Army เพื่อผนึกกำลังกันล้มรัฐบาลทุนนิยมก้าวหน้านี้ให้ได้ ด้วยการสนับสนุนเงินทุนให้ Yellow Army นำไปใช้ดำเนินแผนการอันชั่วร้ายของพวกมันต่อไป
     
    Objective : สกัดขบวนรถขนเงินของพรรคอภิชาธิปัตย์ ไม่ให้เดินทางไปถึงมือพวก Yellow Army ให้ได้
     
    ..................
     
    การก่อความวุ่นวายอย่างต่อเนื่องของพวก Yellow Army ทำให้ประชาชนจำนวนมาก พากันหวั่นเกรงว่าระบบทุนนิยมก้าวหน้า ที่ทำให้พวกเขาได้ประโยชน์มากขึ้น จะถูกพวก Yellow Army ทำลายให้ล้าหลังลงไป พวกเขาจึงตัดสินใจรวมตัวกันเป้น Red Army เพื่อต่อสู้กับ Yellow Army โดยมีเป้าหมายที่จะพิทักษ์โลกที่พวกเขาปรารถนาให้คงอยู่ต่อไป
     
    Mission 3 : Path Dependency
     
    การพัฒนาประเทศในระบอบทุนนิยมล้าหลัง มีผลให้เกิดสถานการณ์ที่ธุรกิจต่างๆ กระจุกตัวอยู่แต่ในเขตเมืองหลวงเท่านั้น ซึ่งปัญหานี้มิอาจแก้ไขได้โดยง่าย แม้ว่าเราจะใช้ระบอบทุนนิยมที่ก้าวหน้าแล้วก็ตาม และพวก Yellow Army ก็ตระหนักดีถึงความจริงข้อนี้ พวกมันจึงตัดสินใจที่จะบุกเข้ายึดครองพื้นที่ย่านธุรกิจในเมืองหลวง เพื่อหวังทำให้ระบบทุนนิยมภายในประเทศนี้ ต้องประสบกับความชะงักงัน
     
    Objective : หยุดยั้งการบุกของ Yellow Army ให้ได้ในทุกวิถีทาง
     
    ................................
     
    แม้ว่ากองกำลังผสมระหว่างตำรวจกับ Red Army จะประสบความสำเร็จ ในการปกป้องพื้นที่ย่าธุรกิจในเมืองหลวง ให้พ้นจากเงื้อมมือของพวก Yellow Army ได้ แต่ฝ่ายเรา และฝ่ายพวกมันต่างก็ประสบความเสียหายอย่างหนักพอๆกัน แต่แน่นอนว่า ความสูญเสียในครั้งนี้ คงไม่อาจหยุดยั้งความบ้าคลั่งของพวก Yellow Army ได้ และพวกมันจะต้องกลับมาก่อกวนเราอีกแน่นอน
     
    Mission 4 : Good politician mustn't refuse Capitalism
     
    Marky เป้นนักฉวยโอกาสตัวจริง เขาใช้เหตุการณ์ที่เราสู้เพื่อปกป้องทุนนิยมในเมืองหลวง มาเป้นข้ออ้างในการกล่าวหาว่ารัฐบาลหมดความชอบธรรมแล้ว และเรียกร้องให้สาวกพรรคอภิชาธิปัตย์ และใครก็ตามที่หลงไหลในภาพลักษณ์ของ Marky ให้มารวมตัวกันที่ที่ทำการพรรคอภิชาธิปัตย์ เพื่อเข้าร่วมและสนับสนุน Yellow Army ต่อไป
     
    และที่แย่ไปกว่านั้น Niwin สส.คนสำคัญของรับบาลเรา กลับคิดสั้นหนีไปแปรพักตร์กับพรรคอภิชาธิปัตย์ เพื่อที่ตัวเองจะได้ไม่เสียผลประโยชน์อะไร หาก Yellow Army ล้มรัฐบาลนี้ได้ แถมยังพยายามพูดให้ Red Army ของเรา เกิดความสับสน และแตกแยก จนไม่อาจรวมพลังให้ยิ่งใหญ่เหมือนเดิมได้อีก Niwin ช่างเป้นงูเห่าที่น่ารังเกียจจริงๆ
     
    Objective : บุกไปทำลายที่ทำการพรรคอภิชาธิปัตย์ แล้วจัดการกับ Marky และ Niwin ที่เป้นนักฉวยโอกาส ให้ไม่อาจทำตัวแย่ๆแบบนี้ได้อีก
     
    .........................
     
    Mission 5 : Shut out Globalization
     
    พวก Yellow Army ตระหนักว่า พวกเขาต้องเพิ่มแรงกดดันใส่รัฐบาลให้มากกว่านี้ หากหวังจะให้รัฐบาลต้องยอมศิโรราบแก่พวกเขาอย่างไม่มีเงื่อนไข และการบุกไปยึดสนามบิน เพื่อปิดตายการท่องเที่ยว และการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศ ของประเทศนี้ ก็คือหนทางที่ว่านั้น
     
    ซึ่งการกระทำนี้ นอกจากจะทำให้ระบบทุนนิยมก้าวหน้าถูกสั่นคลอนจนเสียหายแล้ว ยังเป้นการต่อต้านโลกาภิวัฒน์ที่พวก Yellow Army มองว่าเป้นตัวการขูดรีดทรัพยากรของประเทศนี้ แถมยังเป้นตัวการทำให้วัฒนธรรมอันดีงามของประเทศแห่งนี้ ต้องเสื่อมทรามลงไปอีกต่างหาก
     
    Objective : หยุดยั้งการบุกยึดสนามบินของ Yellow Army ให้ได้ในทุกวิถีทาง
     
    .............
     
    Yellow Army ช่างร้ายกาจนัก พวกมันฉวยโอกาส ในจังหวะที่พวกเราทุ่มกำลังไปพิทักษ์สนามบิน ให้พ้นจากเงื้อมมือมารของพวกมันนั้น ด้วยการเอากองกำลังอันป่าเถื่อนอีกส่วนหนึ่งบุกเข้าไปจู่โจมยึดทำเนียบรัฐบาลได้สำเร็จ จนทำให้รัฐบาลทุนนิยมก้าวหน้า ต้องถอยไปตั้งฐานบัญชาการ ณ ที่อื่น ซึ่งไม่อาจเปิดเผยได้ ด้วยเหตุผลทางความมั่นคง
     
    แต่นั่นก็มิได้ทำให้รัฐบาลทุนนิยมก้าวหน้ามีขวัญกำลังใจที่ถดถอยลงไปแต่อย่างใด ตรงกันข้าม พวกเขากลับเริ่มวางแผนโต้กลับแผนสกปรกของพวก Yellow Army กันแล้วอีกต่างหาก
     
    Mission 6 : Traitor
     
    การบุกยึดทำเนียบรัฐบาลของพวก Yellow Army ถือเป้นการกระทำที่อุกอาจและรุนแรงมาก จนทำให้รัฐบาลตัดสินใจออก " พรก.ฉุกละหุก " เพื่อหวังให้พลเอก Anupan เป็นผู้บังคับบัญชาในการเข้าควบคุมสถานการณ์ ซึ่งก็คือการปราบม็อบนั่นเอง
     
    แต่กลับกลายเป้นว่า พลเอก Anupan กลับไม่ยอมทำตามคำสั่งนี้ แถมยังประกาศตัวอยู่ขั้งตรงข้ามกับรัฐบาลทุนนิยมก้าวหน้า ด้วยการออกมาพูดกดดันให้รัฐบาล " ลาออกเพื่อพวกเรา เอ๊ย บ้านเมือง " ทางโทรทีศน์ไปทั่วประเทศอีกต่างหาก
     
    Objective : บุกไปจับกุมพลเอก Anupan ในฐานละเลยการทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย และจัดการขับไล่พวก Yellow Army ให้ออกไปจากทำเนียบรัฐบาลให้หมด
     
    ...................

    Mission 7 : กองทัพไม่ใช่ของนายทุน ! และไม่ใช่ของประชาชนด้วย !!
     
    ความพ่ายแพ้ของพลเอก Anupan ทำให้กองทัพเกิดความปั่นป่วนอย่างหนัก จนทำให้ Premier ผู้เสพความตายคนสำคัญของ Voldemort ต้องใช้อิทธิพลที่ตัวเองมีอยู่มากมายในกองทัพ จัดการเรียกประชุมผู้นำคนอื่นๆของกองทัพ เพื่อทำให้กองทัพหยุดระส่ำระสาย และรวบรวมกำลังพลให้เตรียมพร้อมที่จะทำการรัฐประหารรัฐบาลทุนนิยมก้าวหน้านี้ต่อไป
     
    Objective : บุกไปจัดการ Premier ซึ่งกบดานในค่ายทหารให้ได้
     
    .............
     
    Mission 8 : No tomorow for you , Yellow Army !
     
    การที่แฟนของ Voldemort ไปปรากฎตัวในงานศพของ Yellow Army ที่ตายไป ในระหว่างที่ถูกกองกำลังฝ่ายรัฐบาลขับไล่ให้ถอยร่นออกไปจากทำเนียบรัฐบาล ทำให้พวก Yellow Army เกิดความเชื่อมั่นว่า พวกตัวเองจะต้องชนะอย่างแน่นอน เพราะ Voldemort & Co ได้เลือกที่จะยืนอยู่ข้างพวกตนแล้ว
     
    และบรรดาแกนนำ Yellow Army ตัดสินใจประกาศชุมนุมครั้งใหญ่ในเมืองหลวง เพื่อหวังประท้วงแตกหัก จนกว่าจะโค่นล้มรัฐบาลทุนนิยมก้าวหน้าให้ได้ แต่ไม่ต้องเป็นห่วง ความฝันของพวกมันจะไม่มีวันเป้นจริง และเราจะทำลายความฝันของพวกมันให้พินาศ
     
    Objective : บุกไปสลายม็อบ Yellow Army ที่ทำการชุมนุมใหญ่ แล้วจัดการกับแกนนำม็อบ ไม่ให้พวกมันสร้างความแตกแยกในบ้านเมืองได้อีก
     
    ............
     
    Mission 9 : Justice isn't justice
     
    จุดจบของพวก Yellow Army ทำให้สถานการณ์ของรัฐบาลทุนนิยมก้าวหน้าดูจะเข้มแข็ง และมั่นคงขึ้นเป็นอย่างมาก แต่ความสงบสุขเช่นนี้ก็มิอาจอยู่ได้นาน เพราะ Voldemort ได้เปิดเผยโฉมหน้าจอมบงการที่แท้จริงด้วยตัวของเขาเอง ด้วยการออกมาพูดกระตุ้นให้ศาลยุติธรรมออกมามีบทบาทในการตรวจสอบรัฐบาล ในคดีที่เกี่ยวกับการจัดการความวุ่นวายในช่วงก่อนหน้านี้
     
    และแน่นอนว่า ศาลยุติธรรมก็เร่งมือทำตามคำบงการของ Voldemort เสียด้วย และที่ชวนให้ตกใจมากคือ แหล่งข่าวที่เชื่อถือด้ในศาลยุติธรรม ได้แจ้งให้รัฐบาลทราบว่า ศาลยุติธรรมได้ลงมติถอดถอนการทำหน้าที่ของรัฐบาลแล้ว และเตรียมจะประกาศคำพิพากษาที่ว่านี้ในเร้ววันนี้อีกต่างหาก
     
    Objective : บุกไปทำลายศาลยุติธรรมให้ราบคาบ ก่อนที่ศาลยุติธรรมจะประกาศคำพิพากษาอันน่าสะอิดสะเอียนนี้ออกมา
     
    ...........

    ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลทุนนิยมก้าวหน้า กับ Voldemort มาถึงจุดแตกหัก แต่แทนที่ Voldemort จะสำนึกผิด ด้วยการหยุดยั้งแผนการที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานของตัวเอง เขากลับไม่หยุดอยู่แค่นั้น Voldemort ได้เดินทางออกไปปลุกระดมทหารทั่วประเทศ ให้รวมตัวกันเป็น Blue Army ซึ่งมีภารกิจหลักคือ " ต้องทำให้คนดีแบบ Voldemort เท่านั้น มาปกครองประเทศ "
     
    Mission 10 : Blue Army
     
    Blue Army ตัดสินใจยกทัพบุกเข้าเมืองหลวง โดยมีเป้าหมายจะบดขยี้ประจักษ์พยานแห่งความพ่ายแพ้ของพวกพวกล้าหลังในอดีต ที่ดิ้นรนอย่างสิ้นหวัง และสิ้นคิดในเวลานั้น อย่างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญให้พังพินาศ เพื่อเป็นการทำลายขวัญกำลังใจของรัฐบาลทุนนิยมก้าวหน้าให้เสื่อมถอยลงไป ก่อนจะนำไปสู่การเผด็จศึกรัฐบาลทุนนิยมก้าวหน้าต่อไป
     
    Objective : ปกป้องและพิทักษ์ 2 อนุสาวรีย์นี้ให้ได้ในทุกวิถีทาง แล้วขับไล่พวก Blue Army ที่หลงผิดและโง่เขลา ออกไปจากเมืองหลวงให้หมด
     
    ............
     
    พวก Blue Army ที่เป็นเชลยศึก ได้ให้ข้อมุลที่เป็นประโยชน์กับรัฐบาลทุนนิยมก้าวหน้าหลายๆอย่าง และหนึ่งในข้อมุลที่น่าตกใจคือ แท้จริงแล้ว Blue Army มีเป้าหมายในการบุกเมืองหลวง เพื่อนำ Blue Diamond เครื่องประดับสุดล้ำค่าของแฟนของ Voldemort ไปเป็นตัวสร้างพลังงานให้กับ Propaganda Psychic Dominator
     
    อาวุธชิ้นนี้มีอานุภาพขั้นสูงสุด ถึงกับสามารถสะกดจิตคนทั้งประเทศนี้ ให้หลงงมงายใน Voldemort อย่างไม่ลืมหูลืมตาจนใครจะมาว่าอะไร ก็ไม่ยอม ต้องเกรียนกลับอย่างเดียว ซึ่งจะเป็นการการันตีว่า ต่อจากนี้ไป จะไม่มีสิ่งใดเข้ามาแข่งขันแย่งชิงส่วนแบ่งความนิยมของประชาชน ที่มีต่อ Voldemort ได้อีกต่อไป
     
    Mission 11 : Blue Diamond
     
    ความล้มเหลวของ Blue Army ที่ไม่อาจบุกมาถึงตามที่วางแผนนัดหมายกันไว้ ทำให้แฟนของ Voldemort ต้องตัดสินใจเดินทางออกจากเมืองหลวง เพื่อที่จะนำ Blue Diamond ของตนเอง ไปมอบให้ถึงมือแฟนตัวเองให้ได้ เพื่อที่สุดยอดแผนการอันชั่วร้ายของพวกตน อย่างการใช้งาน Propaganda Psychic Dominator จะได้เริ่มขึ้นต่อไป
     
    แต่น่าเสียดายที่แผนการนี้ รั่วไหลถึงฝ่ายเรา และรัฐบาลทุนนิยมก้าวหน้าจะทำให้ความฝันของพวกล้าหลังต้องพินาศ ด้วยการยึด Blue Diamond ให้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งของที่ตั้งแสดงอยู่ในอนุสรณ์สถานแห่งชัยชนะของพวกเรา ผู้รักในทุนนิยมก้าวหน้า
     
    Objective : สกัดกั้นไม่ให้แฟนของ Voldemort เดินทางออกนอกเมืองหลวงได้สำเร็จ
     
    .....
     
    ไม่น่าเชื่อ ! แผนการของ Voldemort ช่างล้ำลึกยิ่งนัก เพราะแม้แต่แฟนของตัวเอง ยังไม่ล่วงรู้เลยว่า Blue Diamond ที่ตัวเองครอบครองอยู่นั้น เป็นของปลอม และที่ชวนให้ตกตะลึงยิ่งกว่าคือ เพชรของจริงอยู่ในมือของ Voldemort เรียบร้อยไปตั้งนานแล้ว และนั่นทำให้รัฐบาลทุนนิยมก้าวหน้าตระหนักถึงความอ่อนชั้นเชิงของตนเอง ที่มีต่อ Voldemort จนต้องพลาดท่าหลงกลในครั้งนี้ไปเป็นที่สุด
     
    Mission 12 : ทุนนิยมจงเจริญ !!!
     
    ในขฯที่สายลับของเรา ได้รายงานให้ทราบว่า Propaganda Psychic Dominator ได้ตั้งอยู่ที่บริเวณชายแดนทางตะวันตกของประเทศนี้ โดยมี Blue Army คอยคุ้มกันฐานนี้อย่างแน่นหนาอยู่นั้น Voldemort ได้ส่งสัญญาณภาพติดต่อเข้ามาที่ทำเนียบรัฐบาล และประกาศว่า " อีก 1 ชั่วโมงต่อจากนี้ ทุกคนในประเทศนี้ จะต้องเชื่อและบุชาแต่ข้าเพียงคนเดียวเท่านั้น พวกแกไม่มีโอกาสหยุดยั้งข้าได้อีกแล้ว จงยอมรับสภาพความพ่ายแพ้เสียแต่โดยดีเถอะ 555 " ก่อนจะตัดการติดต่อไป
     
    ในวินาทีนั้น ผู้นำรัฐบาลทุนนิยมก้าวหน้า ไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกอะไรเลย แม้ว่าเวลาแห่งโอกาส เสรีภาพ และความเท่าเทียม จะลดน้อยลงเรื่อยๆทุกวินาทีก็ตาม ตรงกันข้าม เขากลับพูดด้วยความห้าวหาญว่า " พรุ่งนี้จะต้องไม่มีใครเดือดร้อนจากความอหังการของพวกล้าหลังสุดโอหังอีกต่อไป " ก่อนจะชี้มาที่หน้าจอ ( ผู้เล่น ) แล้วพูดปิดท้ายว่า " อนาคตของทุนนิยมก้าวหน้าอยู่ในมือคุณแล้ว "
     
    Objective : ต้องทำลาย Propaganda Psychic Dominator ให้ได้ ก่อนที่มันจะใช้งานได้ แล้วตามด้วยการกำจัดและกวาดล้าง Blue Army ให้สิ้นซาก เพื่อจับกุม Voldemort อันจะเป็นการสิ้นสุดยุคแห่งความวุ่นวายนี้เสียที
     
    ............

    จบภารกิจของนายทุน
     
    .......
     
    ภารกิจของพวกล้าหลัง
     
    Mission 1 : Beginning of the end
     
    Thilim คับแค้นใจที่ Takky ไม่ยอมให้เงินอุดหนุนธุรกิจของตน ที่กำลังประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก อันเนื่องมาจากวิกฤต Subprime ที่ลามไปทั่วโลกในตอนนี้ Thilim จึงตัดสินใจล้างแค้น ด้วยการจัดรายการ " เมืองใครก็ไม่รู้รายชั่วโมง " เพื่อที่จะแฉ Takky ให้หมดเปลือก
     
    Takky จึงตัดสินใจส่งคนบุกเข้าไปจัดการ Thilim เพื่อมิให้ Thilim พูดจาอะไรที่สร้างความเสียหายต่อตนเองไปมากกว่านี้ แต่ Premier ซึ่งล่วงรู้ในแผนการนี้ ได้ตัดสินใจชิงส่งผู้เล่นไปหา Thilim เสียก่อน เพื่อเริ่มต้นแผนการล้มศัตรูที่สำคัญของระบอบล้าหลังอย่าง Takky
     
    Objective : คุ้มกัน Thilim ให้อยู่รอดปลอดภัยจากการบุกตามล่าโดยคนของ Takky ให้ได้
     
    ...............
     
    ด้วยคำแนะนำ และผลประโยชน์ที่ได้รับจาก Premier จึงทำให้ Thilim ตัดสินใจจัดตั้ง Moral Trooper ขึ้นมา เพื่อเป็นกองกำลังหลักในการคุ้มกันตนเอง และดำเนินการตามแผนการต่างๆ ที่ Premier ได้วางไว้
     
    Mission 2 : กำเนิดม็อบโพกผ้าเหลือง @ Mattawan
     
    Thilim ต้องการจัดตั้ง Yellow Army ซึ่งเป็นม็อบที่เป็นศูนย์รวมของผู้คนที่ไม่ชอบ Takky เพราะรัฐบาลภายใต้การนำของ Takky บริหารงานดีเกินไป จนแย่งเรตติ้งความนิยมของประชาชนที่มีต่อ Voldemort ไปเสียมากมาย แต่ Yhilim ยังเลือกสถานที่ที่จะนำ Yellow Army ไปตั้งหลักประท้วงไม่ได้
     
    Chamlung จึงเสนอให้นำ Yellow Army ไปตั้งฐานที่ Mattawan ซึ่ข้อเสนอแนะของ Chamlung ไม่มีปัญหาอะไรเลย นอกจากเรื่องที่ว่า Mattawan มีกองกำลังที่ส่งตรงมาจากรัฐบาล คอยคุ้มกันอยู่
     
    Objective : นำ Moral Trooper บุกไปจัดการกองกำลังของรัฐบาลทั้งหมด ที่อยู่ใน Mattawan
     
    .................
     
    Mission 3 : Our side or enemy
     
    มหาวิทยาลัยเที่ยงวันบังอาจมาก ที่มาวิจารณ์การประท้วงของพวกเรา ชาว Yellow Army ว่าเป้นไปในทางที่ผิด ! ไม่เข้าใจเลย เราผิดตรงไหนกัน ? เราแค่บอกว่า เราจะสู้เพราะ Voldemort และเราสนับสนุนให้ Voldemort แทรกแซงการเมืองแบบเปิดเผย เพื่อจะได้ไม่ต้องโดนด่าว่า " แอบ " ให้เสียศักดิ์ศรีเท่านั้นเอง ไม่เห็นมีอะไรเลย !
     
    พวกมหาวิทยาลัยเที่ยงวัน มันไม่เข้าใจวัฒนธรรมของประเทศนี้เลย ดัดจริตจริงๆ และเราต้องจัดการทำให้พวกมันรู้ซึ้งว่า การไม่ออกมาสนับสนุนพวกเรา เท่ากับเป็นศัตรูของพวกเรานั่นเอง และเราจะต้องจัดการพวกมันอย่างสาสม เพราะนี่คทือสงคราม !
     
    Objective : บุกไปถล่มมหาวิทยาลัยเที่ยงวันให้ราบคาบ จะได้เอานักวิชาการผู้หลงผิด มาล้างสมองให้เชื่อในสิ่งที่เราอยากให้เชื่อ
     
    ............

    รัฐบาลดื้อด้านจริงๆ เราปราศรัยจนเราคิดว่าเราคือความถูกต้อง และพิพากษาให้รัฐบาลนี้หมดความชอบธรรมไปแล้ว ด้วยปากและสมองของพวกเราเองไปแล้ว แต่รัฐบาลก็ยังไม่ยอมออกเสียที ไม่เข้าใจเลย พวกเราคือพวกที่ถูก เราพูดอะไรก็ต้องถูกสิ และทุกคนต้องเชื่อในสิ่งที่เราพูดโดยไม่มีข้อแม้ใดๆทั้งสิ้นด้วย แล้วทำไมพวกรัฐบาลที่เป้นพวกที่ผิด ถึงได้ไม่ยอมรับผิดอีกนะ
     
    Mission 4 : Capture
     
    Thilim & Chamlung พูดจนเหนื่อย รัฐบาลก้ยังยืนหยัดอยู่สู้ต่อ แกนนำตัวจริงของ Yellow Army ทั้ง 2 คนจึงตัดสินใจปลุกระดม Yellow Army ให้บุกไปขับไล่รัฐบาลถึงที่ทำงาน เพื่อมิให้รัฐบาลแย่ๆในสายตาของเราแบบนี้ ได้นั่งทำงานกินเงินภาษีจากพวกเราอีกต่อไป แต่แน่นอนว่า การบุกยึดครั้งนี้ คงไม่ใช่เรื่องง่ายๆแน่นอน แม้ว่าเราจะอาศัยยุทธศาสตร์ " พวกมากลากไป " ก็เถอะ
     
    Objective : บุกยึดรัฐสภาและทำเนียบรัฐบาลให้ได้ แล้วต้องต้านทางกองกำลังตำรวจไว้ ไม่ให้ตำรวจรุกกลับยึดทำเนียบรัฐบาล กับรัฐสภาคืนได้เป้นอันขาด
     
    ...............
     
    Mission 5 : ทรยศเพื่อระบอบล้าหลัง
     
    ความล้มเหลวในการรุกกลับของรัฐบาล เพื่อยึดทำเนียบรัฐบาล และรัฐสภาคืน ทำให้ Takky & Co เข้าตาจน และหันมาสั่งให้พลเอก Anupan เข้ามาจัดการกับ Yellow Army ที่เหิมเกริมนี้ทันทีแทน แต่ด้วยสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับ Premier และความหวาดระแวงอย่างมากมายว่า Takky จะเป็นภัยต่อระบอบล้าหลัง พลเอก Anupan จึงปฎิเสธการทำหน้าที่ในครั้งนี้
     
    Takky โกรธจัด และสั่งการให้พลตรี Reddy นำกองกำลังทหาร บุกเข้าจับกุมพลเอก Anupan มาลงโทษให้ได้ พลเอก Anupan เห็นท่าไม่ดี จึงต้องรีบหนีกลับเข้าค่ายของตนเอง และร้องขอให้ Premier ช่วยเหลือตนเอง ให้พ้นจากสถานการณ์วิกฤตนี้โดยด่วน
     
    Objective : นำกองกำลังเข้าสกัดกั้นการโจมตีของพลตรี Reddy ให้ได้ แล้วตามบดขยี้กองกำลังของพลตรี Reddy ให้สิ้นซาก
     
    ..............
     
    Mission 6 : เราไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย เราแค่ HiJack เท่านั้นเอง
     
    ไม่น่าเชื่อ เสียทำเนียบรัฐบาล และรัฐสภา จะยึดคืนก็ไม่ได้ แถมทหารยังแข็งข้อ รัฐบาลนี้ยังทนอยู่ได้อีก ด้วยการอ้างจุดแข็งจุดเดียวที่เหลืออยู่ของพวกเขาอย่าง " ฝีมือการบริหารเศรษฐกิจที่เหนือชั้น " อยู่นั่นแหละ ไม่เข้าใจเลย แค่กอบกู้ประเทศจากการล่มสลายในอดีต จนทำให้รุ่งเรืองได้อย่างทุกวันนี้ ไม่เห้นจะแน่เท่าไรเลย
     
    ดังนั้นเราจะต้องทำลายสภาพเศรษฐกิจของปรเทศนี้ ที่อิงกับต่างประเทศให้พังทลายลงไป รัฐบาลนี้จะได้หมดหลักค้ำยันสุดท้ายที่ตัวเองมีอยู่ไปเสียที แม้ว่าแผนการนี้มันจะดูเป้นการกระทำที่บ้าคลั่ง และไร้สติก็ตาม แต่เอาเถอะ ยอมเสียสละเพื่อชาติหน่อยแล้วกันนะ
     
    Objective : บุกยึดสนามบินให้ได้ในทุกวิถีทาง
     
    ...........

    Mission 7 : Judge can do no wrong
     
    ในที่สุด ด้วยสุดยอดคำแนะนำของ Voldemort ศาลจึงได้ตัดสินยุบพรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาลทั้งหมด ด้วยสารพัดเหตุผลที่ไม่ควรใช้เป็นเหตุผลเท่าใดนัก จนทำให้ Takky ไม่พอใจในคำตัดสินเป็นอย่างมาก และถามผู้พิพากษาในทันทีว่า" คำตัดสินแบบนี้มันผิดชัดๆ ไม่ยุติธรรมเลย "
     
    ผู้พิพากษาจึงตอบกลับไปว่า " ผู้พิพากษาไม่มีวันทำผิด ถ้าหากผิดขึ้นมาจริงๆ ให้ย้อนกลับไปดูประโยคแรก 55 เออ และจะบอกอะไรให้อย่าง ไม่ต้องคิดมาตรวจสอบฉัน เพราะไม่มีใครมีอำนาจตรวจสอบพวกเราได้อย่างจริงจัง 5555+ "
     
    Takky โกรธจัด และกลับไปปลุกระดมผู้คนที่นิยมชมชอบตน ให้รวมตัวกันเป็น Red Army แล้วลุกขึ้นสู้เพื่อความยุติธรรมของตนเอง และของประเทศนี้ และแน่นอนว่า หนึ่งในเป้าหมายแรกๆที่ Red Army จะบุกไปถล่ม เพื่อเรียกร้องความยุติธรรม จะต้องเป็นศาลแน่นอน
     
    Objective : ยกพลไปป้องกันศาลให้ได้ในทุกวิถีทาง และขับไล่พวก Red Army ให้ถอยร่นไปให้ได้
     
    .................
     
    Mission 8 : Red collapse
     
    Red Army พ่ายแพ้ จนต้องถอยร่นกลับไปยังสนามราษฎร์ ฐานที่มั่นใหญ่ของ Red Army จนทำให้ Thilim มั่นใจว่าในขณะนี้ Red Army กำลังขวัญเสีย และเป็นโอกาสอันดีที่พวกตนจะบุกบดขยี้ Red Army ให้สิ้นซาก
     
    แต่ครั้นจะส่ง Yellow Army ทั้งหมดไปออกศึกนี้ ก็จะเป้นการล่าช้าไป Thilim จึงสั่งให้ผู้เล่นนำ Moral Trooper ไปบุกเปิดทางให้การโจมตีครั้งใหญ่นี้ เป้นไปอย่างสะดวกโยธินเสียก่อน
     
    Objective : นำ Moral Trooper บุกไปโจมตี Red Army และต้องยันไว้ไม่ให้ Red Army ตีกองทัพชุดนี้แตกพ่าย จนกว่า Yellow Army จะยกทัพมาสมทบทัน
     
    ..............
     
    Mission 9 : Takky Satellite
     
    ความพ่ายแพ้ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ Takky ดูเหมือนไร้พิษสงไปแล้ว แต่ความจริงแล้ว Takky ยังเหลืออาวุธทรงพลังชิ้นสุดท้ายอย่าง Takky Satellite ซึ่งมีอานุภาพมากพอที่จะทำลายเมืองหลวงให้แหลกลาญ ด้วยการปล่อยลำแสงเลเซอร์ขนาดยักษ์ลงมาจากดาวเทียม และดูเหมือนว่า Takky จะตัดสินใจใช้มัน เพื่อเอาคืนกับสิ่งที่เขาถูกกระทำในช่วงที่ผ่านมา
     
    แต่แผนการครั้งนี้ของ Takky ก็รั่วไหลถึงฝ่ายต่อต้าน จนมากพอที่จะทำให้ Thilim รู้ว่าฐานควบคุม Takky Satellite ตั้งอยู่ที่เกาะที่อยู่ทางด้านตะวันออกของชายแดนของประเทศนี้ จนทำให้ Thilim ประกาศว่า " ถึงเวลาแล้ว ที่เราจะต้องเผด็จศึก Takky อย่างเด็ดขาดเสียที "
     
    Objective : บุกไปทำลายฐานควบคุม Takky Satellite ให้พังพินาศ ก่อนที่ Takky จะใช้ดาวเทียมนี้ ก่อวินาศกรรมเมืองหลวงได้สำเร็จ
     
    ..........

    Mission 10 : New Politicial
     
    ยุคสมัยของ Takky & Co ที่ล่มสลายไป ทำให้ Marky ได้รับการผลักดันให้ขึ้นเป้นผู้นำรัฐบาล ตามธรรมเนียมของระบอบรัฐสภาที่ถูกศาล , องค์กรอิสระ และ Yellow Army ควบคุมอย่างเคร่งครัด  ท่ามกลางการสนับสนุนของผู้คนจำนวนมาก ที่คาดหวังว่า Marky จะนำพาประเทศนี้ไปสู่เส้นทางใหม่ตามที่พวกตนได้วาดหวังเอาไว้
     
    แต่ปรากฎว่า ด้วยความอ่อนด้อยในการบริหาร และความเหลวแหลกของรัฐบาลชุดนี้ ทำให้ Yellow Army เสื่อมศรัทธาใน Marky และตัดสินใจที่จะสร้าง " การเมืองใหม่แต่ชื่อ " ขึ้นมา ด้วยมือของพวกเขาเอง
     
    Objective : บุกฝ่าด่านที่ตั้งอยู่รอบทำเนียบรัฐบาล เพื่อไปให้ถึงตัวทำเนียบรัฐบาลให้ได้ และกดดันให้ Marky ยอมแพ้ และมอบอำนาจทั้งหมดให้พวกตน
     
    ................
     
    Mission 11 : Money ! I want that , it's my precious !
     
    ท่ามกลางการเฉลิมฉลองการสร้างการเมืองใหม่อยู่นั้น Thilim ได้ตัดสินใจนำเงินจำนวนมาก ที่ได้จากพวกล้าหลัง และ Yellow Army ไปใช้สร้างดลกส่วนตัวอันมั่งคั่ง ฟู่ฟ่าของตนเอง พร้อมทั้งยังกวาดเอา Moral Trooper และ Yellow Army ที่หลงไหลในคำพูดของ Thilim ตามไปด้วย เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับดลกของเขาเอง
     
    Chamlung แค้นมากที่ถูกหักหลัง และรวบรวม Yellow Army ที่เหลืออยู่ เพื่อกลับไปจัดการกับ Thilim และสาวก และสร้างโลกแห่งศีลธรรมสุดโต่งของพวกตนขึ้นมาแทน
     
    Objective : ทำลายคฤหาส์นที่ Thilim อยู่ให้ได้
     
    ..............

    จบภารกิจของพวกล้าหลัง
     
    ...........
     
    Aftermath
     
    หลังจากความพ่ายแพ้บนเกาะทางตะวันออกของประเทศ จนทำให้สูญเสียฐานควบคุม Takky Satellite ปรากฎว่า Takky ซึ่งหนีเอาชีวิตรอดออกมาได้อย่างหวุดหวิด ได้นำเงินทุนที่เหลือทั้งหมดของตัวเอง เพื่อนำไปสร้าง Time Machine เพื่อย้อนเวลากลับไปแก้ไขประวัติศาสตร์ มิให้ลงเอยอย่างที่เป้นอยู่ในปัจจุบัน
     
    Takky ตัดสินย้อนเวลากลับไปในอดีต กลับไปในปี 1957 และทำให้จอมพล Sarhito ตาย เพื่อทำให้พวกล้าหลังไม่อาจยิ่งใหญ่ได้เหมือนอย่างในปัจจุบันอีก แต่ในระหว่างการเดินทางกลับ Time Machine ของ Takky ก็เกิดเสีย และตกลงไปพังในจีน ในยุค 1980 และแน่นอนว่า Takky ก็ตายทันทีในเหตุการณ์นั้น
     
    แต่เหตุการณ์คราวนี้ มันทำให้ประวัติศาสตร์โลกในยุคนั้นเปลี่ยนทันที เพราะจีนกับโซเวียต ต่างสงสัยว่าสิ่งที่เห็น ( Time Machine ) ต้องเป้นอาวุธที่อเมริกาเตรียมใช้โจมตีโลกคอมมิวนิสต์แน่นอน และทำให้จีนกับโซเวียต ซึ่งไม่ลงรอยกันในขณะนั้น หันมาจับมือกันต่อสู้กับอเมริกาทันที และแน่นอนว่า มันจะมีผลทำให้พรรคคอมมิวินสตืในบางประเทศ ก็ไม่ได้ล่มสลาย และจะยังมีพลานุภาพต่อไปอีกต่างหาก 55
     
    ย้อนกลับไปในปี 1957 การตายของจอมพล Sarhito ทำให้พรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศนี้ ซึ่งนิยมชมชอบในตัวจอมพล Sarhito อยู่พอสมควร เข้าใจว่า จอมพล Pibal ผู้นำรัฐบาลที่เป็น Fasicm ในขณะนั้น เป้นคนบงการฆ่าจอมพล Sarhito และได้ประกาศทำสงครามกับจอมพล Pibal ทันที
     
    ส่วนพวกล้าหลัง แม้จะเสียคนที่ตัวเองคาดหวังว่าจะให้ช่วยกอบกู้อำนาจของพวกตนไป แต่พวกเขายังไม่ละความพยายามที่จะกลับมายิ่งใหญ่ และตัดสินใจที่จะคอยบ่อนเซาะทำลายฐานอำนาจของจอมพล Pibal ต่อไป แม้ว่าพวกเขาจะต้องจับมือกัน ( แบบไม่เต็มใจ ) กับจอมพล Pibal ในการสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์ก็ตามที
     
    ส่วนจอมพล Pibal ก็มุ่งหมายกำจัดพวกล้าหลังเช่นกัน ในฐานที่พวกนี้ คอยสร้างความวุ่นวายให้กับพวกตนมาโดยตลอด แต่ในระหว่างนี้ก็ต้องจับมือ ดังที่กล่าวไปข้างต้น และต้องคอยสร้างวัฒนธรรมในแบบของตน ขึ้นมาแข่งกับพวกล้าหลังอย่างเต็มที่อีกต่างหาก เพื่อมิให้ฝ่ายตนต้องเพลี่ยงพล้ำมากไปกว่านี้อีก
     
    และนั่นทำให้ประเทศนี้ เข้าสู่ยุคภาวะ 3 ก๊กอย่างแท้จริง นับตั้งแต่นั้น
     
    ...........
     
    ปล. รายละเอียดต่อจากนี้ ยังไม่ได้คิด และคงไม่ได้คิด คงต้องให้ใครก็ตามที่มีความรู้ในช่วงนี้ มาช่วยแต่งต่อแล้วกัน
    February 22

    UCL Second Round Breakdown ( ต่อ )

     

    Man Utd

    Inter Milan

    a

    Attacking

    งูใหญ่ไม่ได้มีดีแค่ Ibrahimovich และอสูรแดงไม่ได้มีดีแค่ Ronaldo ด้วยเช่นกัน

    a

    a

    Defensive

    ถึงจะไม่มี Vidic ไป 1 เกม แต่ทีมอสูรแดงก็ยังมีความเหนียวแน่นมากกว่าทีมจากดินแดนต้นตำรับเกมรับอยู่พอสมควร

     

    a

    Bench

    อินเตอร์มีนักเตะระดับโลกมากมาย ส่วนทีมปีศาจแดงก็มีนักเตะที่ดีพอจะทดแทนกันได้สบายๆ

    a

    a

    Coaching

    Ferguson เป็นราชาไปแล้ว แต่ Mourinho ก็มักจะมีทีเด็ดในการคุมทีมให้ประสบความสำเร็จ และทำให้คู่ต่อสู้ โดยเฉพาะ Ferguson ต้องลำบากใจในการเผชิญหน้าทุกครั้ง

    a

    a

    Intangible

    แมนยูมีผลงานที่ดูเหมือนจะไร้เทียมทาน แต่มักจะแพ้ทาง Mourinho และทีมที่ถนัดเล่นเกมแท็คติดแบบอินเตอร์เป็นประจำ

    a

     

    Breakdown : ลืมไปได้เลยกับสถิติเก่าๆที่ Mourinho มักจะข่มทีมผีแดง เพราะตอนนั้น ทีมผีแดงยังไม่เป็นราชาเหมือนกับในตอนนี้

    คำทำนาย : Ferguson จะเอาชนะ Mourinho ได้อย่างเด็ดขาด และเดินหน้าทำภารกิจไล่ล่า 4 แชมป์ต่อไป

     

     

    Arsenal

    Roma

    a

    Attacking

    ทั้งสองทีมต่างมีนักเตะที่มีความเฉียบขาดในการทำประตู และทำเกมรุกได้อย่างลื่นไหล และสนุกสนานเหมือนๆกัน

    a

     

    Defensive

    หมาป่าแห่งกรุงโรมมีเกมรับที่เหนียวแน่นกว่ามาก และที่สำคัญพวกเขามักไม่พลาดลูกกลางอากาศบ่อยครั้งแบบพวกเด็กปืนโต

    a

     

    Bench

    ปัญหาอาการบาดเจ็บของนักเตะจากทีมในกรุงลอนดอน ได้พรากเอาความแข็งแกร่งไปจากทีมเสียไม่น้อยเลย

    a

    a

    Coaching

    Wenger กับ Spalletti ชอบปั้นเด็กเยาวชนขึ้นมาเล่นทีมชุดใหญ่เหมือนกัน แต่ในแง่ความสำเร็จ และประสบการณ์ Wenger มีมากกว่าผู้จัดการทีมจากอิตาลี

     

     

    Intangible

    ทั้ง 2 ทีมต่างหมดลุ้นแชมป์ลีกอย่างไม่เป็นทางการเหมือนกัน แต่โรม่ามีผลงานในช่วงหลังที่ยอดเยี่ยมกว่าผลงานของอาร์เซนอลแบบเห็นได้ชัด

    a

     

    Breakdown : Wenger สร้างทีมแห่งอนาคตขึ้นมา แต่มันยังไม่ดีพอที่จะประสบความสำเร็จได้ในปัจจุบันแน่นอน

    คำทำนาย : ปืนโตคงได้โบกมือลาถ้วยนี้เร็วกว่าปีที่แล้ว

     

     

    Chelsea

    Juventus

    a

    Attacking

    ม้าลายมีอาวุธหนักอย่าง Amauri , Del Piero ส่วนเชลซีมีอาวุธหนักอย่าง Drogba และ Anelka ที่พร้อมใช้พิฆาตอีกฝ่าย

    a

     

    Defensive

    กำแพงเหล็กเชลซีได้พังทลายไปแล้ว ในขณะที่ม้าลายยังคงรักษากำแพงเหล็กไว้ได้อย่างน่าชื่นชม แม้ว่า Buffon จะลงสนามไม่ได้อยู่พักหนึ่งก็ตาม

    a

     

    Bench

    ตัวเลือกของเชลซีมีไม่มากนัก เมื่อเทียบกับทรัพยากรที่ยูเวนตุสมี

    a

    a

    Coaching

    Ranieri ไม่อาจเทียบอะไรกับ Hiddink ที่เป็นผู้จัดการทีมชั้นยอด ที่แสดงผลงานให้เป็นที่ประจักษ์มาแล้วทั่วโลกมาแล้วได้เลย

     

    a

    Intangible

    เชลซีมีความหิวกระหายสูงมาก ที่จะลบฝันร้ายที่ Moscow ให้ได้ และนี่คือความแตกต่างของ 2 ทีมที่ฟอร์มขึ้นๆลงๆเหมือนกัน

     

     

    Breakdown : บอลเปลี่ยนโค้ช มักจะมีผลงานที่สุดยอด และเชลซีก็จะเป็นหนึ่งในนั้น

    คำทำนาย : สิงโตน้ำเงินคราม จะคำรามอีกครั้ง

     

     

    Liverpool

    Real Madrid

     

    Attacking

    หงส์แดงมีแค่ Torres กับ Gerrard ที่ไม่ได้ฟิตมากมายอะไรนัก ในขณะที่ Raul กับ Higuain กำลังอยู่ในช่วงที่ทำผลงานได้แบบสุดยอด

    a

    a

    Defensive

    นับตั้งแต่ Ramos มาคุมทีม ปรากฎว่าราชันชุดขาวมีเกมรับที่เหนียวแน่นแบบเหลือเชื่อ ในขณะที่หงส์แดง ก็ยังมีจุดเด่นในด้านนี้ต่อไป

    a

     

    Bench

    Van der Vaart คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่ทำให้เห็นว่า ราชันชุดขาวมีทรัพยากรเหลือใช้มากขนาดไหน

    a

    a

    Coaching

    ลืมสิ่งที่เกิดขึ้นในอังกฤษ สำหรับ Ramos ไปซะ เพราะอันที่จริงแล้ว Ramos ไม่ได้มีความสามารถที่ด้อยไปกว่า Benitez มากมายนัก โดยเฉพาะในบอลถ้วย

    a

     

    Intangible

    หงส์แดงไม่เคยมีประสบการณ์ลุ้น 2 แชมป์ใหญ่เลย แถมยังมีปัญหาภายในระหว่างผู้จัดการทีมกับประธานสโมสร ซึ่งคงไม่ใช่เรื่องดีนัก ส่วนทีมราชันชุดขาว มีความมั่นใจที่กลับมาเต็มเปี่ยม หลังอยู่ในฟอร์มระดับเทพอย่างต่อเนื่อง

    a

     

    Breakdown : รีล มาดริดมีองค์ประกอบหลายๆอย่างที่ดีกว่าลิเวอร์พูล และนี่ดูจะเป็นการบ้านอันหนักอึ้งที่ยากแก่การแก้ของ Benitez

    คำทำนาย : ราชันชุดขาวเดินหน้าล่าถ้วยยุโรปสมัยที่ 10 แบบเต็มตัว

     

    UCL Second Round Breakdown

     

    Atle Madrid

    Porto

    a

    Attacking

    Aguero คือว่าที่ดาราในดลกลูกหนังคนต่อไป และจะยิ่งน่ากลัวมากขึ้นไปอีก เมื่อมี Forlan กับ Maxi  มาช่วยสนับสนุน

     

     

    Defensive

    ทีมตราหมีมีรูโหว่ในตรงนี้อย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่พวกโปรตุเกสดูจะมีจุดเด่นในตรงนี้มากกว่า แม้จะเสียมากกว่าทีมตราหมีมาในรอบแรกก็เถอะ

    a

    a

    Bench

    นักเตะทีมตราหมี มีศักยภาพและจำนวนในการทดแทนที่มากกว่าทีมจากแดนฝอยทองพอสมควร

     

     

    Coaching

    Ferreira ทำทีมได้แชมป์ลีกโปรตุเกสมาแล้ว 2 ปีซ้อน ในขณะที่ Resino ยังไม่มีความสำเร็จอะไรให้เห็นเลย

    a

     

    Intangible

    ทีมจากสเปนไม่ได้มีผลงานในช่วงหลังที่ดีเอาเสียเลย และที่แย่ไปกว่านั้น ทีมยังไม่มีความคงเส้นคงวาเอาเสียเท่าไรเลย

    a

     

    Breakdown : ศักยภาพของนักเตะทีมตราหมีดีกว่า แต่เชื่อเถอะ มันไม่ได้แปลว่าทีมจากสเปนจะได้เข้ารอบ

    คำทำนาย : ทีมที่จะเข้ารอบ ควรเป็นทีมที่ไม่รวน และนั่นไม่ใช่คุณสมบัติของทีมตราหมีในตอนนี้เลย

     

     

    Villarreal

    Panathinaikos

    a

    Attacking

    การจากไปของ Riquelme ไม่ทำให้ทีมจากสเปนสั่นสะเทือนเลย ตราบเท่าที่Rossi ยังเป็นกลจักรสำคัญในเกมรุกอยู่

     

    a

    Defensive

    ถึงทีมเรือดำน้ำสีเหลืองจะมีรูรั่วไปบ้าง แต่เชื่อเถอะ ทีมจากสเปนยังดูเหนียวแน่นกว่าทีมจากกรีซเยอะ

     

    a

    Bench

    แค่คุณภาพทีมโดยรวมของนักเตะตัวหลักในทีมจากกรีซก็สู้ของทีมจากสเปนไม่ได้แล้ว ไม่ต้องพูดถึงตัวสำรองหรอก

     

    a

    Coaching

    Pellegrini ทำทีมบียาร์รีลได้อย่างสุดยอดแบบไม่ต้องสงสัย แล้ว Ten Cate ล่ะ ดูเหมือนเขาจะยังไม่ได้พิสูจน์อะไรเลยว่าเขาคือ ของจริง นะ

     

    a

    Intangible

    พวกกรีซเล่นแบบไร้แรงกดดัน และไม่มีอะไรจะต้องเสีย แต่พวกสเปนมีประสบการณ์ในเวทียุโรปมากกว่า

    a

     

    Breakdown : น่าสงสัยจริงๆ พวกกรีซจะมีดีอะไรที่จะพอสู้กับบียาร์รีลได้บ้าง แต่บอกตามตรงนะ ผมไม่เห็นเลยแม้แต่น้อย

    คำทำนาย : ถ้าบียาร์รีลไม่ได้เข้ารอบ อาจจะถือว่าเป็นอะไรที่พลิกล็อกที่สุด เท่าที่จะเกิดขึ้นได้ในบอลรอบนี้

     

     

    Bayern

    Sporting

    a

    Attacking

    Moutinho & Co ดูไร้พิษสงไปเลย เมื่ออยู่ต่อหน้า Toni , Ribery , Klose ที่เป้นอาวุธหนักอันทรงอานุภาพ

     

     

    Defensive

    เมื่อก่อน เสือใต้มักจะมีเกมรับที่เหนียวแน่น แต่ตอนนี้ มันกลายเป็นอดีตไปแล้ว

    a

    a

    Bench

    Podolski , Donovan มีความสามารถมากพอที่จะลงมาพลิกเกมใส่ทีมจากแดนฝอยทองได้สบายๆ

     

    a

    Coaching

    ยังเป็นโค้ชหน้าใหม่ทั้งคู่ แต่ Klinsmann ดูมีภาษีดีกว่า เมื่อเราย้อนไปนึกถึงสิ่งที่เขาเคยทำไว้กับทีมชาติเยอรมัน

     

     

    Intangible

    เสือใต้กลายเป็นเสือลำบากไปแล้ว และตอนนี้ดูเหมือนว่า ทีมจะขาดความมั่นใจไปอย่างเห็นได้ชัด

    a

     

    Breakdown : หมาจนตรอก ถือว่าน่ากลัวแล้ว แต่เสือลำบากนี่สิ น่ากลัวยิ่งกว่า เพราะมันจะกินไม่เลือก

    คำทำนาย : ทีมจากเยอรมันมีดีเกินกว่าจะมาตายง่ายๆในรอบต้นๆแบบนี้

     

     

    Barcelona

    Lyon

    a

    Attacking

    ลียงมีเพียงแค่ Benzema เท่านั้นที่พอจะขู่พวกคาตาลันได้ แต่พวกคาตาลันมีจำนวนอาวุธที่มีนุภาพดียิ่งกว่านั้นอีก

     

     

    Defensive

    ปัญหาในเกมรับของบาร์ซ่ายังคงมีอยู่ แม้ว่าปัญหานี้จะดูแย่น้อยลงกว่าในฤดูกาลที่แล้วก็เถอะ

    a

    a

    Bench

    ทีมจากฝรั่งเศส ไม่ได้มีสภาพทีมที่แข็งแกร่งเหมือนเดิมอีกแล้ว ตรงกันข้ามกับทีมจากสเปน ที่ดูจะพร้อมในจุดนี้มากกว่า

     

    a

    Coaching

    Guardiola ยังไม่มีประสบการณ์ก็จริง แต่สิ่งที่เขาทำไว้ในตอนนี้กับบาร์ซ่า เป็นสิ่งที่เราต้องให้การเคารพเขาเป็นอย่างมาก

     

     

    Intangible

    เครื่องจักรทำประตูเริ่มสะดุด ไปพร้อมกับผลงานในลีกที่เริ่มแผ่ว สำหรับบาร์ซ่า ในขณะที่ลียงยังรักษาผลงานที่ยอดเยี่ยมต่อไปได้อย่างน่าชื่นชม

    a

     

    Breakdown : ลียงไม่ใช่ลียงที่เรารู้จักเหมือนในอดีต และดูจะอ่อนแอเกินกว่าจะหยุดยั้งพลานุภาพของพวกคาตาลันได้แล้วจริงๆ

    คำทำนาย : Messi & Co จะโชว์ฝีเท้าอย่างสนุกสนาน ก่อนจะผ่านเข้าไปเจอบททอสอบในด่านต่อไป

     

    September 09

    Quotes 2

     
    Frankly , my dear , I don't give a damn . [ Rhett Butler @ Gone with the Wind ]
     
    I'm going to make him an offer he can't refuse . [ Vito Corleone @ The Godfather ]
     
    Keep your friends close , but your enemies closer . [ Michael Corleone @ The Godfather Part II ]
     
    There's no place like home . [ Dorothy Gale @ the Wizard of Oz ]
     
    I don't want to survive . I want to live ! [ Captain @ WALL - E ]
     
    Without a revolutionary theory there cannot be a revolutionary movement . [ Vladimir Lenin ]
     
    Fear can hold you prisoner . Hope can set you free . [ The Shawshank Redemtion ]
     
    Remember , Red . Hope is a good thing , maybe the best of things , and no good thing ever dies . [ Andy Dufresne @ The Shawshank Redemtion ]
     
    With great power comes great responsibility . [ Ben Parker @ Spider-Man ]
     
    You either die a hero or you live long enough to see yourself become the villain . [ Harvey Dent @ The Dark Knight ]
     
    Religion is the opiate of the people . [ Karl Marx @ Contribution to Critique of Hegel's Philosophy of Right ]
     
    September 03

    ทำไมพันธมิตรถึงเป็น ( อย่างที่เราเห็นกัน ) แบบนี้ได้ ?

     

                    คำถามคือทำไมพันธมิตรมาถึงจุดนี้ ( มาแบบโอหัง จองหองเสียด้วย ) ได้ ? ประเภททำผิดอะไรไม่ว่า อ้างสิทธิไว้ก่อนได้ตลอด ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ?

                    ปฏิกิริยาของคนชั้นกลาง , สื่อ , ผู้ทรงคุณธรรม และฝ่ายค้าน ที่มีต่อพันธมิตร ทั้งช่วงบุกยึดทำเนียบรัฐบาล และช่วงที่มีการปะทะกันระหว่างม็อบกับตำรวจ น่าจะเป็นคำตอบที่ชัดเจนของคำถามข้างต้น ( ปฏิกิริยาของคนพวกนี้ มีมากเสียจน เราควรจะเรียกพวกคนเหล่านี้ว่า พวกปฏิกิริยา เสียเลย )

                    ภายใต้ความเกลียดชัง และความกลัวใน ทักษิณ ที่มีมากไปทั่ว ทำให้บรรดาคนเหล่านี้ต้องการกำจัดทักษิณมากจนไม่สนใจว่าจะเอนเอียงขนาดไหน ? หรือใช้วิธีอะไร ? การที่พันธมิตรปรากฏตัวออกมา จึงเป็นอะไรที่พวกเขาต้องการ ทั้งในแง่ของการมีหัวขบวน เพื่อล้มทักษิณที่ชัดเจน และเสมือนเป็นตัวแทนของความปรารถนา ( ในด้านมืด ? ) ที่พวกเขาอยากแสดงออกมา แต่ไม่อาจแสดงได้โดยตรงหรือเต็มที่ เพราะยังมีหัวโขน หรือฐานะทางสังคมค้ำคออยู่ตลอด

                    พูดง่ายๆคือ ถ้าเราอยากรู้ว่า ความคิดและจิตใจ ( โดยเฉพาะในแง่มุมทางการเมือง ) ของคนเหล่านี้เป็นอย่างไร ก็แทบจะดูได้จากม็อบพันธมิตรเลย ทั้งในแง่ความคิดที่ว่าตัวเองเป็นพวกอภิสิทธิ์ชน ทำอะไรก็ถูกเสมอ ไม่มีผิด ( เพราะถือดีว่าตัวเองมีการศึกษา , การรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่มากกกว่าคนทั่วไป พูดง่ายๆคือ คิดว่าตัวเองฉลาดกว่าเสมอ ) ทั้งในแง่ของความไม่คงเส้นคงวาในทางการเมือง ( ประเภทพันธมิตรทำถูกเสมอ แต่พอคนอื่นทำบ้าง จะบอกทันทีว่า ผิด ! คุณทำไม่ได้ ) ทั้งในแง่ของการมองว่าการเมืองเป็นเรื่องสกปรก สกปรกมากเสียจนต้องมีคนกลาง ( พันธมิตร , ทหาร , ผู้ทรงคุณธรรม , Voldemort ) เข้ามาชำระล้างให้หมดสิ้นไป

                    ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ ASTV , ( สื่อในกลุ่ม ) Manager จะได้รับการปกป้อง และคุ้มครองจากบรรดาคนเหล่านี้ ( คนชั้นกลาง , สื่อ , ผู้ทรงคุณธรรม , ฝ่ายค้าน ) ทั้งๆที่เนื้อหามีความเอนเอียงอย่างน่าเกลียด แถมยังมีเนื้อหาที่บิดเบี้ยวไปจาก สัจจะ อยู่มิใช่น้อย แต่ก็ไม่มีใครออกมาประฌาม หรือแม้แต่จะตั้งคำถามว่า นี่เป็น สื่อมวลชน จริงหรือ ? ( กลับกัน PTV ถูกไล่บี้อย่างหนัก ด้วยข้อหาเอนเอียง เป็นกระบอกเสียงของรัฐบาล ! )

                    ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่พันธมิตรจะสามารถยึดถนนสาธารณะ ( ซึ่งหมายถึงการปิดเส้นทางจราจร และเส้นทางเข้าออกอาคารสถานที่ ) ได้ เป็นเวลาอย่างยาวนาน โดยที่มีคนคอยให้เหตุผลสนับสนุนการกระทำครั้งนี้ว่า เป็นสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นทางการเมือง !!?? ( ถ้าจำไม่ผิด สมัชชาคนจน หรือ นปก. เวลาชุมนุมทีไร จะไม่ได้รับเอกสิทธิ์ให้ใช้เหตุผลแบบพันธมิตร แถมมีแต่จะถูกด่าอีกต่างหาก )

                    และจึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร หากบรรดาคนชั้นกลาง , สื่อ , ผู้ทรงคุณธรรม และฝ่ายค้าน จะออกมาคัดค้านการใช้ความรุนแรงกับพันธมิตรในทุกกรณี โดยไม่สนใจว่าสิ่งที่พันธมิตรทำนั้น ถือเป็นความผิดที่สมควรถูกลงโทษอะไรบ้างหรือไม่แม้แต่น้อย และเมื่อมีกาเข้าไปปราบม็อบพันธมิตรที่สะพานมัฆวาน คนเหล่านี้ก็ประสานเสียงโจมตีรัฐบาลทันที โดยไม่มีการพูดถึงพันธมิตรเลยว่าทำผิดอะไรบ้าง !? ทุกคนพูดจนรัฐบาลคือผู้ร้าย คือปีศาจไปเลย ( แต่เราจะไม่เห็นคนพวกนี้ออกมาพูดอะไรเลย ในตอนที่ นปก. ถูกทุบซะเละเทะที่หน้าบ้านเปรม อย่างที่ใช้อ้างตลอดมากับพันธมิตร แถมยังมีซ้ำ นปก. อีกต่างหาก )

                    อันที่จริง หนึ่งในจุดพลิกผันสำคัญของเหตุการณ์ในช่วงนี้ คือการที่ศาลสั่งระงับการสลายการชุมุนม และการจับ 9 แกนนำม็อบพันธมิตร แม้จะเป็นการระงับชั่วคราว แต่การที่ศาลทำแบบนี้ ถือเป็นอะไรที่น่าผิดหวังเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการให้เหตุผลที่ว่า การสลายม็อบ อาจนำไปสู่ความรุนแรง !!?? นี่ผมไม่รู้จะพูดยังไงดี ศาลยังไม่รู้อีกหรือว่าพันธมิตรไม่มีวันที่จะถอนตัวออกมาจากทำเนียบรัฐบาลโดยง่าย และในเมื่อพันธมิตรไม่ยอมถอยออกมา แล้วจะให้ทำอย่างไร ? รอพันธมิตรเดินออกมาเองหรือไง ? หรือต้องรอให้พันธมิตรบุกยึดศาลเสียก่อนหรือ ? ศาลถึงจะรู้ว่าสิ่งที่พันธมิตรทำนั้น ผิดกฎหมายและล้ำเส้นอย่างรุนแรง จนสมควรถูกลงโทษได้แล้ว และที่สำคัญ ตำรวจมีทางเลือกที่จะหลีกเลี่ยงใช้ความรุนแรงในการสลายการชุมุนมได้ขนาดไหนกัน ? ในเมื่อสิ่งที่ตำรวจเผชิญคือ ม็อบพันธมิตรที่ดื้อแพ่ง ไม่ยอมถอยอะไรแม้แต่น้อย

                    และที่ทุเรศที่สุดคือ แทนที่สมาชิกรัฐสภา ( สส. + สว. ) จะผนึกกำลังกัน เพื่อหยุดยั้งการกระทำของพันธมิตร ที่จะทำลายระบบการเมืองไทยให้อ่อนแอและล่มจม กลับปรากฏว่าฝ่ายค้านอย่างประชาธิปัตย์ และสว.จำนวนมาก ( โดยเฉพาะ สว. แต่งตั้ง ) กลับสนับสนุนพันธมิตรอย่างออกนอกหน้า จนดูน่าเกลียด ( กรณ์ จาติกวณิช กับรสนา โตสิตระกูล โผล่ไปยังเวทีพันธมิตร ไม่ต้องพูดถึงสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ที่เป็นแกนนำม็อบพันธมิตร ส่วนอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไปเยี่ยมผู้ชุมนุมที่ได้รับบาดเจ็บจากการปะทะกัน ! ) คนเหล่านี้ไม่เคยคิดหรือไงว่า การกระทำของพันธมิตร อย่างการทำทุกอย่าง เพื่อให้ได้มาซึ่งเป้าหมายที่ตนเองต้องการ โดยไม่คำนึงถึงวิธีการ , ขอบเขต , ความชอบธรรม หรือผลกระทบอะไรทั้งสิ้นเลยนั้น จะทำให้ประชาธิปไตยของไทยเสื่อมถอยสักปานใด ( ไม่ต้องพูดถึง Model ทางการเมืองที่พันธมิตรเสนอมานั้น ถ้าไม่ชัดเจน ก็จะมีลักษณะที่ถอยหลังเข้าคลองเป็นอย่างยิ่ง แค่แนวคิด 30 70 นี่ก็บอกอะไรได้มากแล้วในข้อนี้ )

                    มาถึงตรงนี้ ผมขอยืนบันว่า ไม่ว่าคุณจะชอบ หรือไม่ชอบรัฐบาลอย่างไร แต่เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหยุดบรรทัดฐานอันเลวร้ายที่พันธมิตรสร้างขึ้น เพื่อทำให้ประชาธิปไตยไทยยังอยู่รอดต่อไปได้ โดยยังมีการรณรงค์แสดงความเห็นทางการเมืองของแต่ละฝ่าย ที่ยังอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสมต่อไปในอนาคต และผมขอร้องถึงใครก็ตาม ที่ยังพอมีหัวใจศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยจริงๆว่า ก่อนที่พวกคุณจะแสดงพลังทางการเมืองอะไรออกไป ขอให้ถามตัวเองให้ดีว่า ถึงที่สุดแล้ว คุณจะยอมรับได้มั้ย หากคนที่คุณไม่ชอบ เขาแสดงพลังทางการเมืองอย่างที่คุณกำลังจะทำ ออกไปบ้าง ?

                    แต่หากพวกคุณเลือกที่จะทำตัว ดัดจริต และ ไม่คงเส้นคงวา อย่างที่คนจำนวนมากกำลังทำอยู่ในตอนนี้ต่อไป ประชาธิปไตยไทยคงถึงจุดที่ต้องล่มสลายไปอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และนั่นจะเป็นความอัปยศที่จะจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยตลอดไป ว่าพวกคุณได้มีส่วนอย่างสำคัญในการทำให้เกิดสถานการณ์นี้ขึ้น

     

    พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย : ความอับอายของการเมืองภาคประชาชน

     

                    การดำเนินยุทธศาสตร์ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ( น่าสงสัยว่าเป็นประชาธิปไตยแบบไหน ? ) ในวันที่ 26 สิงหาคม เป็นอะไรที่เห็นได้ชัดเจนมาก ว่าเน้นหนักไปในหนทางที่ รุนแรง ป่าเถื่อน บ้าคลั่ง และ .... ( ไม่รู้จะด่ายังไงต่อดี เพราะถ้าเขียนให้หมด สงสัยคงเกินหน้ากระดาษ ! ) อย่างไม่ต้องสงสัย

                    การบุกจู่โจมและพยายามยึด NBT ของกลุ่มนักรบศรีวิชัยในช่วงเช้า คือหนึ่งในสิ่งที่ยืนยันว่ายุทธศาสตร์ของพันธมิตร ( ขอตัดให้เหลือแค่นี้ เพราะสงสัยในพฤติกรรมระรานไปทั่วของกลุ่มนี้ ว่าจะสามารถเป็นมิตรกับใครได้บ้างจริงๆ ) คือความอุบาทว์อย่างชัดเจน

                    การบุกเข้าไปในสถานที่ราชการ คือการล้ำเส้นแบ่ง ( ระหว่างการแสดงพลังทางการเมืองในขอบเขต กับการแสดงพลังที่ป่าเถื่อน และพ้นจากขอบเขตแห่งความสมควรไปแล้ว ) อย่างไม่ต้องสงสัย แต่ที่ทุเรศยิ่งกว่าคือ พฤติกรรมที่พวกเขาทำกับทรัพย์สินและคนในสถานที่ราชการนั้น เป็นอะไรที่น่าตั้งคำถามว่า พฤติกรรมของพวกเขาต่างกับโจรตรงไหนกันแน่ ?

                    การกระทำของพันธมิตร ( ทั้งก่อนหน้านี้ และในช่วงนี้ ) เป็นการทำให้หลายๆคำที่เรารู้จักกันดี และต้องมีในสังคมที่เป็นประชาธิปไตย ต้องแปดเปื้อน และถูกบิดเบือนไปจากที่ควรจะเป็น ทั้งในแง่ของภาพลักษณ์และความหมายของคำเหล่านั้น !

                    การชุมนุมโดยสันติ กลายเป็นการชุมนุมที่สามารถพกพาอาวุธ เพื่อใช้จัดการฝ่ายตรงข้ามได้ ? ( พันธมิตรมีอาวุธไว้ป้องกันตัวอย่างดาบที่ใช้ธงหุ้ม ! ไม้เบสบอล ! ไม้กอลฟ์ ! …. !!! จนผมสงสัยว่านี่เอามาเพื่อป้องกันตัว หรือจะเอาไปตีกับใครกันแน่ )

                    การอภิปรายทางการเมือง กลายเป็นการพูดเน้นหนักไปในทางการลดทอน ความเป็นมนุษย์ ของคนที่ถูก ( พันธมิตร ) โจมตี จนทำให้คนที่ถูกโจมตี ( มีภาพลักษณ์ ) เป็นคนที่ชั่วร้าย เลวทราม และเป็นอันตราย ( ต่อชาติและ Voldemort ) จนทำให้ผู้ชุมนุมพร้อมที่จะกำจัดศัตรูเหล่านี้ได้ โดยไม่สนใจในอะไรทั้งสิ้น ( ยังจำกรณีโชติศักดิ์ , ดา ตอร์ปิโด ได้ไหม ? ไม่ต้องพูดถึงว่าคำพูดที่ใช้ในการโจมตีนั้น มีคำพูดที่หยาบคายปะปนด้วยมากขนาดไหนกัน )

                    การประท้วงที่มักจะเป็นการแสดงพลังให้เห็นว่า เราไม่เห็นด้วยใน บางนโยบาย ที่รัฐบาลทำ กลายเป็น เราไม่เอารัฐบาล ( ที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยก็ตาม ) ในทุกกรณี และเราจะเอาออกให้ได้ โดยไม่สนใจว่าจะต้องใช้วิธีไหน ? ( รัฐประหาร ? ม. 7 ? ) และอาจจะนำไปสู่การสูญเสียของผู้ชุมนุมหรือไม่ก็ตาม ( กรณีพฤษภาทมิฬ ปี 2535 คือตัวอย่างที่ว่า ตายเพื่อแท็คติก เป็นยังไง )

                    จะเห็นได้ว่า พฤติกรรมที่พันธมิตรทำนั้น อยู่ห่างไกลจาก อุดมคติ ของการเมืองภาคประชาชน ( ซึ่งเป็นหนึ่งในสิ่งที่พวก ซ้าย ยึดถือ ) มากเหลือเกิน เพราะไม่มีการเมืองภาคประชาชนที่ไหน ที่เน้นความรุนแรงอย่างสุดโต่งขนาดนี้ เพราะไม่มีการเมืองภาคประชาชนที่ไหน ที่รณรงค์ใช้ความรุนแรงกับฝ่ายตรงข้าม ( เพียงเพราะความคิดเห็นที่ไม่ตรงกัน ) และเพราะไม่มีการเมืองภาคประชาชนที่ไหน ที่เน้นแนวทางใดๆในการแสดงบทบาททางการเมือง ที่เป็นไปในแบบที่ล้าหลังและปฎิกิริยาได้มากขนาดนี้

                    สิ่งที่พันธมิตรทำในตอนนี้ จึงไม่ต่างอะไรกับสิ่งที่พวกอนุรักษ์นิยม ( พวก ขวา ) หรือพวกปฏิกิริยา ได้ทำมาแล้ว ในช่วงหลายสิบปีก่อนหน้านี้เลยแม้แต่น้อย ที่ใช้รูปแบบการจัดตั้งมวลชนแบบ ซ้าย แต่มีจุดมุ่งหมายที่เป็น ขวา ซึ่งก่อให้เกิด ( หรือพิทักษ์ ) ผลประโยชน์ของชนชั้นนำ และใครก็ตามที่ได้รับประโยชน์จากสภาพที่เป็นอยู่เพียงเท่านั้น ซึ่งมิได้ก่อให้เกิดประโยชน์ที่แท้จริงใดๆ แก่ประชาชน และสังคมเลยแม้แต่น้อย

                    เช่นนี้แล้ว จึงสมควรอย่างยิ่งที่เราจะต้องทำการวิพากษ์วิจารณ์พันธมิตร เพื่อเผยโฉมธาตุแท้ที่จอมปลอมออกมาให้ผู้อื่นได้รับรู้กันไปทั่ว เพื่อที่ ( ผู้คน ) จะได้ไม่หลงไปร่วมมือกับพันธมิตร อันจะมีแต่ทำให้การเมืองภาคประชาชนถูกบิดเบือนให้เสียหาย และได้ก้าวออกไปแสวงหาการเมืองภาคประชาชนที่แท้จริงกันต่อไป

     

    August 26

    เพลงประจำมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง

     
    ทำนอง มอญดูดาว : คำร้อง ขุนวิจิตรมาตรา
     
    สำนักไหนหมายชูเอ๋ยประเทศชาติ ( ซ้ำ )
    ด้วยอำนาจปกครองให้ผ่องเฟื่องเอย
    เอ๋ยเราเป็นไทยเรารักไทยบูชาไทย
    ไม่ยอมให้ใครผู้ใดมาล้างเสรีไทย

    สำนักนั้นธรรมศาสตร์เอ๋ยและการเมือง (ซ้ำ)
    ก่อรุ่งเรืองสมบูรณ์เขตประเทศไทยเอย
    เอ๋ยธรรมศาสตร์ธรรมศาสตร์การเมือง
    ไทยจะเฟื่อง ไทยจะรุ่งเรืองก็เพราะการเมืองดี

    เหลืองของเราคือธรรมเอ๋ยประจำจิต (ซ้ำ)
    แดงของเราคือโลหิตอุทิศให้เอย
    เอ๋ย เหลืองกับแดง เหลืองกับแดง เหลืองกับแดง
    ทุก ๆ แห่ง ทุก ๆแห่งแต่ล้วนเหลืองกับแดง

    ชื่อว่าธรรมแล้วเราเทิดเอ๋ยให้สมไทย (ซ้ำ)
    ทุกอย่างไปงานหรือเล่นต้องเป็นธรรมเอย
    เอ๋ย ใครรักชาติ ใครรักธรรมเหมือนกับเรา
    จงมาเข้าและโปรดเอาใจช่วยเหลืองกับแดง
     
    March 15

    UCL Breakdown ( ต่อ )

     
     

    Chelsea

    Fenerbahçe

    a

    Attacking

    เชลซีมี Drogba และอาวุธที่หลากหลายมากเหลือเกิน

     

    a

    Defensive

    ทีมจากตุรกีเสียไปถึง 5 ลูกในการเจอกับทีมอย่าง Sevilla ในรอบที่แล้ว นั่นก็บอกอะไรได้มากพอตัวแล้ว

     

    a

    Bench

    นักเตะสำรองของเชลซี มีดีพอที่จะเป็นตัวจริงของเฟเนบาห์เช่แล้ว เข้าใจมั้ย ?

     

     

    Coaching

    Grant ดูเหมือนยังมีปัญหาอยู่มาก ทั้งในแง่บารมี และการแก้เกม ในขณะที่ Zico ยกระดับทีมไก่งวงขึ้นมาได้อย่างยอดเยี่ยม

    a

    a

    Intangible

    เฟเนบาห์เช่ไม่มีอะไรจะเสีย แถมพวกเติร์กเชียร์บอลได้น่ากลัวเหลือเกิน ส่วนเชลซีมีขนาดทีมที่ใหญ่โตมโหฬาร

    a

     

    Breakdown ; บางที พวกเติร์กคงต้องเงียบกริบ ในพลันที่พวกเขาเผชิญกับความจริงที่ว่า class ของทั้ง 2 ทีมแตกต่างกันมากเพียงใด

    คำทำนาย ; ถึงไม่ใช่วันขอบคุณพระเจ้า ถึงไม่ใช่พวกอเมริกัน แต่เราจะได้เห็นไฮโซกินไก่งวง

     

     

    Man Utd

    Roma

    a

    Attacking

    ผีแดงมี Tevez , Ronaldo และ Rooney และอาวุธที่หลากหลาย แต่หมาป่ามีเกมรุกที่น่ากลัวไม่แพ้กัน เมื่อพวกเขามี Totti ลงมาคุมทัพ

    a

    a

    Defensive

    Doni คือจอมเซฟ แต่ผีแดงมีเกมรับที่เหนียวแน่นมากกว่า

     

    a

    Bench

    Nani is everything ! ไม่เชื่อไปถามพวกปืนโตดูได้

     

    a

    Coaching

    Spalletti ทำทีมได้อย่างสุดยอด แต่ประสบการณ์ในบอลยุโรป Ferguson เหนือกว่ามาก

     

     

    Intangible

    ในเมื่อโรม่ามีดีพอที่จะล้มเจ้าพ่อบอลยุโรปได้ถึงสเปนแล้ว พวกเขาคงไม่มีอะไรต้องหวาดหวั่นกับการมาเยือนที่ OT ในตอนนี้ แม้ว่าพวกเขาจะเคยมาแพ้ยับเยินถึง 7 1 ในปีที่แล้วก็ตาม

    a

     

    Breakdown ; เจอกันมา 4 ครั้งในรอบ 2 ปี หมาป่ารับมืออสูรแดงได้ดีขึ้นแน่นอน แต่ผีแดงมีทีเด็ดมากพอที่จะเข้าสู่รองรองชนะเลิศได้อีกปี

    คำทำนาย ; Déjà vu ! ผีหลอนอีกแล้ว

     

    UCL Breakdown

     
     

    Arsenal

    Liverpool

    a

    Attacking

    หงส์มี Gerrard และ Torres แต่ Arsenal มี beautiful football

    a

    a

    Defensive

    ถ้าไม่นับ Carragher แล้ว ก็น่าสงสัยว่าหงส์แดงจะหยุดยั้งเกมรุกของปืนโตยังไง

     

    a

    Bench

    ปืนโตมี Walcott แล้วหงส์มีอะไร

     

    a

    Coaching

    Wenger เก่งบอลถ้วย แต่ Benitez มีทีเด็ดมากเหลือเกินในบอลถ้วยยุโรป

    a

     

    Intangible

    ทั้ง 2 ทีมต่างชนะเกมที่อิตาลี แต่ปืนโตเริ่มมีแผ่วในลีก ไม่เปรี้ยงปร้างแบบหงส์ในตอนนี้ และที่สำคัญ หงส์มี the kop และ Anfield

    a

     

    Breakdown ; หงส์อาจถูกโฉลกกับบอลยุโรปในยุคของ Benitez แต่มันคงหมดสิ้นไป เมื่อหงส์ต้องเผชิญหน้ากับพวกปืนพลังหนุ่ม

    คำทำนาย ; ปืนโตทะลักเดือด

     

     

     

    Barcelona

    Schalke 04

    a

    Attacking

    ถึงไม่มี  Messi แต่กองทัพแห่งคาตาลัน ยังมีอาวุธหนักมากกว่าพวกเยอรมัน

     

     

    Defensive

    กองหลังบาร์ซ่าคือจุดอ่อน แต่ Valdes คือจุดอ่อนยิ่งกว่า

    a

    a

    Bench

    Dos Santos กับ Krkic ยังพอฝากความหวังได้บ้าง อย่างน้อยก็ยังมากกว่าตัวสำรองของฝั่งราชันสีน้ำเงิน

     

    a

    Coaching

    ถึง Rijkaard จะเก้าอี้ร้อนมากในตอนนี้ แต่อย่างน้อยเขาก็พิสูจน์ตัวเองมาแล้ว ในขณะที่ Slomka ยังไม่ได้พิสูจน์อะไรเลย

     

     

    Intangible

    ชาลเก้มาไกลเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด และพวกเขากลายเป็นบอลได้ใจไปแล้ว ในขณะที่บาร์ซ่ายังดูแกว่งกว่าอยู่มากเลยทีเดียว

    a

     

    Breakdown ; ถึงพวกคาตาลันจะแกว่งอย่างน่าเกลียด แต่พวกเขาก็ยังมีดีมากพอ ที่จะใช้จุดเด่นของตัวเอง อย่างเกมรุก สยบราชันสีน้ำเงินได้

    คำทำนาย ; สเปนไม่เกี่ยว คาตาลันมาแล้ว

     

    February 28

    วิพากษ์กระแสสังคมใน 6 ตุลาคม

     

                หลังจากการฟังสมัครพูดโง่ๆว่าด้วย 6 ตุลาคม 2519 เกี่ยวกับการที่มีคนตายแค่คนเดียวในสนามหลวง ส่วนในธรรมศาสตร์ไม่มีใครตายเลย ??? ฟังดูแล้วเป็นไงบ้าง โคตรจะบิดเบือนบัดซบมั้ยล่ะ ( ความจริงในประเด็นพวกนี้ไปดูได้ที่ wikipedia ผมคงไม่ขอลงรายละเอียดมากไปกว่านี้ ) ผมหงุดหงิดมาก แต่ผมกลับรู้สึกสังเวชใจไงไม่รู้ ที่เห็นคนจำนวนมากออกมาโจมตีสมัคร เพื่อบิดเบือนแบบทุเรศๆเหมือนกัน

                    การโจมตีเพียงแค่สมัคร ทำให้พวกคุณทุเรศพอๆกับสมัคร หากสมัครบิดเบือนความจริงตอน 6 ตุลาคม 2519 พวกคุณก็ทำด้วยเหมือนกัน ไม่ว่าจะโดยรู้ตัวหรือไม่ แต่พวกคุณกำลังทำให้ฆาตกรอีกหลายคนหลุดออกไป ด้วยการเอาคนที่ตายไปในวันนั้น มาไล่อัดเพียงแค่สมัครเท่านั้น และทำราวกับว่าสมัครคือทุกอย่างของ 6 ตุลาคม 2519 !

              ปัญหาคือ พวกคุณไม่เคยคิดอะไรเลยว่า มันไม่แปลกไปหน่อยหรือ ที่พวกคุณนึก ฆาตกร ในเช้าวันนั้น ออกจริงๆแค่สมัครเพียงคนเดียวเท่านั้น ? ทั้งๆที่ในวินาทีนั้น มีคนจำนวนมากร่วมมือกันในการสังหารหมู่ครั้งนี้ ทั้งคนที่วางแผน และคนที่ลงมือปฏิบัติการ ( และในตอนนั้น สมัครมีศักดิ์เป็นแค่ เบี้ย เท่านั้นเองด้วย )แต่ผมแทบไม่เคยเห็นปฎิกิริยาที่คุณมีต่อคนอื่นๆในทางเกรี้ยวกราดเลยจริงๆ

              บางที ผมคงหวังอะไรได้ไม่มาก ที่จะให้คนไทยจำเรื่องพวกนี้ได้ เพราะสังคมไทยเป็นสังคมที่ลืมง่าย ( แต่แปลกตรงที่ไม่ลืมสมัครไปด้วย ? ) ง่ายไม่ง่าย ก็ลองคิดดูเอาเองแล้วกันว่า ขนาดบางคณะในธรรมศาสตร์ ยังเคยเชิญฆาตกรคนสำคัญใน 6 ตุลาคม 2519 มาพูดบรรยายเลย และที่ทำให้ผมสังเวชใจยิ่งกว่านั้นคือ คณะที่ว่านี้ ได้เชิญฆาตกรผู้นี้ มาสอนในวิชาที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรม ทั้งๆที่ ถ้าใครก็ตามที่รู้ประวัติศาสตร์สักนิด ต่างก็รู้ดีว่า ตอนที่ฆาตกรคนนี้ได้เป็นนายกรัฐมนตรี เขาได้โชว์ให้เห็นถึงความไร้ซึ่งจริยธรรมอะไรบ้าง

                    ไม่ต้องพูดถึงที่คนจำนวนมาก โดยเฉพาะคนในกรุงเทพ กลับยอมรับใครบางคนได้ง่ายๆ ทั้งๆที่ตอนพฤษภาทมิฬ ปี 35 คนผู้นี้มิใช่หรือ ที่เป็นผู้ที่สั่งคนในบังคับให้ยิงคนตายเป็นใบไม้ร่วงที่ราชดำเนิน แต่พอฆาตกรคนนี้ได้ตำแหน่ง " ผู้เสพความตาย " ที่ Voldemort หยิบยื่นให้ เท่านั้นแหละ พวกคุณก็ลืมสิ่งที่คนผู้นี้ทำหมด แล้วชูว่าเขาช่างมีคุณธรรมที่สูงส่งเหลือเกิน ( อารมณ์เดียวกับคนอย่าง " นักฆ่าแห่งลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา " ที่ได้รับการฟอกตัวแบบนี้ )
                    ทำไมผมถึงได้ย้ำมากๆในประเด็นนี้ เพราะถ้าเพียงแค่ประเด็นนี้ คุณไม่เข้าใจ แล้วพวกคุณจะมาชำระประวัติศาสตร์ได้ยังไง ในเมื่อพวกคุณยังไม่รู้เลยว่าประวัติศาสตร์ที่แท้จริงว่ามีอะไรอยู่บ้างเลย แล้วจะให้ผมคาดหวังอะไรได้

                    เอางี้ ถ้าคุณกล้าที่จะตอบคำถามต่อไปนี้ของผม ผมคงพอที่จะคาดหวังถึงแสงสว่างในการชำระประวัติศาสตร์ครั้งนี้ได้ ผมจะขอถามแค่ว่า คุณกล้าพูดมั้ยล่ะว่า Voldemort มีส่วนสำคัญ ซึ่งอาจจะเป็นการสั่งการ หรือการสนับสนุน ในการสังหารหมู่ในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ?

                    เพราะถ้าคุณไม่กล้าพูด หรือไม่กล้าที่จะตอบว่า ใช่ ในคำถามนี้ ทั้งๆที่มีหลักฐานมากมายที่ทำให้เชื่อเช่นนั้นได้ ( อย่างน้อยๆ เราพบเห็นลูกๆของ Voldemort ไปเยี่ยมเยียนฆาตกรถึงแคมป์ที่พัก และในโรงพยาบาล โดยที่ไม่เคยคิดไปเยี่ยมเยียนนักศึกษาเลย !!! ไม่ต้องพูดถึงลูกสาวคนสำคัญของ Voldemort ที่หลายคนต่างเทิดทูน เป็นคนที่พูดสรรเสริญการตายในขณะปฏิบัติหน้าที่ของฆาตกร !!! ) พวกคุณก็แย่พอๆกับสมัครแล้ว แย่ตรงที่คุณกำลังทำให้ฆาตกรคนสำคัญที่สุดคนหนึ่ง กำลังหลุดออกจากคดีนี้ และมิฉะนั้น พวกคุณจะไม่มีวันเข้าใจเลยว่า ทำไมประวัติศาสตร์ตอน 6 ตุลาคม 2519 ( และรวมถึงอีกหลายเหตุการณ์ ) จึงไม่สามารถชำระได้ ทั้งๆที่เวลาก็ผ่านมานานแล้ว หรือพอจะมีหลักฐานให้ชำระได้แน่นอน ?

                   

                    นี่เป็นสิ่งที่พวกคุณ พวกที่กำลังรณรงค์ในเรื่อง 6 ตุลาคม 2519 ต้องคิดให้หนักว่า แท้จริงแล้ว พวกคุณกล้าที่จะรณรงค์เรื่อง 6 ตุลาคม 2519 กันอย่างถึงที่สุดหรือไม่ ? และ ถ้าจะเอาให้ถึงที่สุดจริงๆ คุณกล้าที่จะด่าหรือโจมตี " ทุกคน " ที่เคยลงมือ หรือ สนับสนุนการสังหารหมู่ในวันนั้นได้มากขนาดไหนกัน ( เอาแค่ให้เท่ากับที่ทำกับสมัคร ก็ไม่รู้จะทำได้มั้ย ) ? ผมถามจริงๆ
                    อย่าลืมว่า การชำระประวัติศาสตร์ที่ไม่ถูกต้อง และไม่กล้าทำให้ถึงที่สุดจริงๆ ได้ทำให้คนจำนวนมาก ยังต้องกลายเป็น จำเลย ในทางประวัติศาสตร์อยู่เลย

                    เอาง่ายๆ แค่ คดี ร. 8 ตายอย่างมีเงื่อนงำ ก็ทำให้คนอย่างปรีดี ถูกใส่ไคล้อย่างบัดซบมาตลอด ซึ่งแม้จะเป็นที่รู้กันมากขึ้นในวงกว้าง ว่าปรีดีไม่เกี่ยวข้องแน่นอน แต่ปรีดี ก็ยังถูกหลายคนในปัจจุบันกล่าวหาแบบเลอะเทอะอยู่ดี ( นี่ขนาดได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วนะครับเนี่ย ) แล้วกับคนที่ถูกกล่าวหามาตลอด จนถึงปัจจุบัน อย่างชิต , บุศย์ และเฉลียว ว่ามีส่วนสำคัญในการตายของ ร. 8 โดยที่ไม่ได้รับการแก้ต่างเลย มันจะแย่กว่าขนาดไหนกัน คิดเอาเอง !

                    และที่สำคัญ ผมอยากให้ลองคิดดูก่อนว่า สมมติว่าถ้าสมัครไม่พูดโง่ๆแบบนี้ออกมา พวกคุณทำอะไรอยู่บ้าง กับการเรียกร้องความยุติธรรมให้คนที่ตายไปตอน 6 ตุลาคม ?

                    ตลอดช่วงเวลาก่อนหน้านี้ ผมไม่เคยเห็นเลยว่า พวกคุณจะกระวีกระวาดหรือร้อนรนอะไรเลยในเรื่องพวกนี้ พูดง่ายๆ คือ ผมไม่เคยเห็นพวกคุณจะสนใจอะไรกับ 6 ตุลาคมเลย จนชวนให้สงสัยว่าพวกคุณเคยมีเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ในความรู้สึกนึกคิดของพวกคุณกันรึเปล่า ? จนผมคิดว่า บางที เหตุผลเดียวที่คนอย่างพวกคุณสนใจในเรื่องพวกนี้ คงไม่ได้เป็นอะไรที่มากไปกว่าการที่คนพูด ดันเป็นพวกเดียวกับศัตรูทางการเมืองของพวกคุณ อย่างทักษิณ ก็เท่านั้นเอง ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านั้นเลย
                    อ่านมาถึงตรงนี้
    ผมขอบอกไว้ก่อนว่า ผมไม่ได้ปกป้องสมัคร ให้ตายเถอะ เราจะไปปกป้องสมัครในเรื่องนี้ทำไม แต่ถ้าหากเราดีแต่เดินตามเกมนี้ เกมที่เราดีแต่ตีแค่สมัคร เราจะเป็นแค่เบี้ยอีกครั้ง เหมือนกับที่เราถูกหลอกให้เป็นเบี้ย เพื่อล้มทักษิณในตอน 19 กันยายน 2549 แบบนั้นเลย พวกคุณจะยอมให้มันเกิดอีกครั้งไหม คิดให้ดีๆ

                    แต่หากคุณ หรือใครก็ตาม ที่อ่านบทความนี้แล้ว พร้อมที่จะลุยอัด 6 ตุลาคม 2519 แบบจริงจัง โดยพร้อมจะอัดทุกคนที่เกี่ยวข้องจริงๆ ทำไปเลยครับ ผมจะไม่ประฌามพวกคุณเลย แถมจะมีแต่สนับสนุนพวกคุณ ผมกล้าพูดไว้ตรงนี้ล่วงหน้าเลย

                    แต่ถ้าหากทำได้แค่ตีสมัคร อย่าทำเลยครับ มันอนาถใจจัง เพราะมันแสดงให้เห็นว่าถึงที่สุดแล้ว พวกคุณมันดีแต่ด่านักการเมือง แต่กับปีศาจ หรือฆาตกรอีกหลายคน ( โดยเฉพาะที่ไม่ใช่นักการเมือง ) คุณกลับยอมคารวะ หรือสยบยอมให้มันหน้าตาเฉย ทุเรศหรือไม่ คิดเอาเองแล้วกัน

     

    ปล.

                    1. การพูดถึง 6 ตุลา 19 ของสมัครเป็นอะไรที่ทุเรศมาก แต่ครั้งนี้เป็นอะไรที่พิเศษมากกว่าทุกครั้ง เพราะในครั้งนี้ มีฝ่ายขวาช่วยโจมตีสมัครด้วย เพราะมันแทบไม่น่าเชื่อเลย ว่าเราจะได้เห็นภาพที่พวกขวา ( พันธมิตร ฯ + .... ) จะหันมาฆ่าพวกขวา ( สมัคร ) ด้วยกันเองได้ด้วย หลังจากที่ทั้ง 2 ฝ่ายเคยช่วยกันรุมสังหารหมู่ฝ่ายซ้ายมาก่อน ในตอนปี 2519
                    2. แน่นอนว่า ธงการตีสมัคร ด้วย 6 ตุลา ถือเป็นสิ่งที่ผมมองว่าพันธมิตร ฯ โชว์โง่เง่าที่สุดอีกครั้ง หลังจากที่พันธมิตรเคยไปชูธงที่งี่เง่าอย่าง ม. 7 + อัญเชิญทหารออกมารัฐประหารมาแล้วทีนึง ทำไมน่ะรึ ? เพราะการที่พันธมิตรชูธงแบบนี้มิใช่หรือ ที่ทำให้ความนิยมของ Voldemort ถดถอยลงไปมาก นับตั้งแต่การเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ไม่ต้องพูดถึงว่า การโจมตี Voldemort ในเงามืดได้เกิดขึ้นไปทั่ว นับตั้งแต่คืนวันนั้น ( แม้แต่ผมเอง ก็กล้าพูดว่า ผมได้เปลี่ยนแนวคิดทางการเมือง ตั้งแต่เหตุการณ์นั้นผ่านมาได้สักระยะ แล้วผมรู้ความจริงบางอย่าง )

                    3. ผมเดาว่า เรื่องสมัครกับ 6 ตุลา จะจบเร็วมากๆ ( ตอนที่เขียนตอนนี้ ก็เงียบไปแล้ว ตามที่ผมกะเก็งไว้ )  เหมือนกรณี ร. 8 ที่พวกโปรเจ้า เอามาใช้บลัฟปรีดี ก่อนต้องเลิกไป เพราะยิ่งพูด ยิ่งเข้าตัว และยิ่งทำให้สิ่งที่พวกเขาบูชา ยิ่งฉิบหายหนักเข้าไปอีก

     

    September 17

    ความผิดพลาดของข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ( จากการพูดในวันที่ 29 สิงหาคม 2550 ของ Voldemort )

     

                    บทความชิ้นนี้ ถือเป็นภาคเสริมของ Letter to Herodotus

     

                    1. Middle Age หมายความว่าเป็นยุคที่ไม่เจริญ ?

                    จากการศึกษาของนักวิชาการในยุคหลังๆ ชี้ให้เห็นว่ายุคกลาง ไม่ใช่ยุคแห่ง ความถดถอย หรือ ความเสื่อมโทรม แต่เพียงอย่างเดียว ตามที่ผู้คนทั่วไปเข้าใจกันแต่อย่างใด เพราะจากประวัติศาสตร์โลก ได้ชี้ให้เห็นว่ามี การฟื้นตัว อย่างค่อยเป็นค่อยไปของชุมชนเมือง และระบบการปกครองที่เป็นแบบแผน ( ภายใต้อำนาจขุนนางและกษัตริย์ ) อีกครั้ง นับตั้งแต่ช่วง High กันแล้ว

                    และที่สำคัญคือ แม้แต่ในช่วง Early ที่นักประวัติศาสตร์หลายคน มองว่าเป็นช่วง Dark Age ก็พบว่ามีการเริ่มฟื้นตัวของอารยธรรมกันแล้วเสียด้วยซ้ำไป [ รายละเอียดในส่วนนี้ให้ไปดูที่ข้อ 2 ว่าด้วยประเด็น ( ยุโรป ) ตอนนั้นไม่เจริญ เรา ( ไทย ) เจริญก่อน ? ]

     

     ปล.       

                    1. ยุคกลางของยุโรปนั้น สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ช่วง คือ Early ( ประมาณ ค.ศ. 500- 1000 ) , High ( ประมาณ ค.ศ. 1000 1300 ) และ Late ( ประมาณ ค.ศ. 1300 1453 , ในประเด็นจุดสิ้นสุดของยุคกลางนั้น อาจมีข้อโต้แย้งได้อีกมาก เพราะมีหลายทฤษฎีที่ระบุถึงจุดสิ้นสุดของยุคกลางที่แตกต่างกันออกไป )

                    2. ทรรศนะของนักประวัติศาสตร์หลายคนที่มองว่าช่วง Early คือ Dark Age นั้น ถูกนักประวัติศาสตร์บางส่วนวิจารณ์อย่างรุนแรงว่า Dark Age เป็นคำที่สร้าง ภาพพจน์ ที่เลวร้าย เกินจริง ให้กับโลกในช่วงเวลานั้นเป็นอย่างมาก

                   

                    2. ( ยุโรป ) ตอนนั้นไม่เจริญ เรา ( ไทย ) เจริญก่อน ?

                ถือเป็นประเด็นที่ผิดเพี้ยนมาก เพราะเพียงแค่ในช่วง Early นั้น ก็เริ่มมีการฟื้นตัว จนนำไปสู่การก่อตั้ง Carolingian Empire ขึ้นในยุโรปได้ตั้งแต่ในช่วงค.ศ. 800 แล้ว ( และนำไปสู่ Carolingian Renaissance ในเวลาต่อมา ) ในขณะที่สุโขทัย ( ซึ่งถือเป็นอาณาจักรแห่งแรกของไทยนั้น ) กว่าจะก่อตั้งได้ ก็ล่วงเลยไปจนถึงค.ศ. 1238 แล้ว ซึ่งถือว่าล่าช้ามาก เมื่อเทียบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในยุโรป

     

    ปล.

                    1. ในที่นี้ ยังไม่นับว่าอาณาจักรอย่าง ทวารวดี , ศรีวิชัย , ตามพรลิงค์ , ละโว้ และอีกหลายๆอาณาจักรที่มีก่อนหน้าอาณาจักรสุโขทัย เป็นอาณาจักรของ ไทย แต่นับเป็นเพียงแค่อาณาจักรที่เคยตั้งอยู่บนสยาม ( ซึ่งเป็นดินแดนที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติและภาษาอย่างมากมาย ไม่ใช่มีเชื้อชาติและภาษาเพียงแค่ ไทย เพียงเท่านั้นแต่อย่างใด )

                   

                    3. ในช่วง Middle Age เรา ( ไทย ) มีภาษา มีตัวอักษร ( แต่ ) ของฝรั่งไม่มี ?

                ในประเด็นนี้ การบอกว่าในยุคกลาง ไทยมีตัวอักษรใช้แล้วเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เพราะตัวอักษรไทยถูกประดิษฐ์ขึ้นโดยพ่อขุนรามคำแหง ในปี ค.ศ. 1283 แต่ในประเด็นที่บอกว่า ยุโรปยังไม่มี ( ภาษา หรือ ) ตัวอักษรเลยนั้น เป็นอะไรที่ผิดร้ายแรงมากมาย

                    เพราะอย่างน้อยที่สุด เหตุการณ์ Carolingian Renaissance ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 8 นั้น ( ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนการประดิษฐ์ตัวอักษรของไทย ) ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดการปฏิรูประบบการเขียน ตัวอักษรภาษาละติน จนทำให้เกิดมาตรฐานในการเขียนตัวอักษร ( ภาษาละติน ) ไปทั่วยุโรป ได้เป็นคำตอบที่สำคัญในการหักล้างประเด็นนี้ไปอย่างเด็ดขาดแล้ว

     

    ปล.

                    1. ในที่นี้ ขอไม่พูดถึงประเด็นในเรื่องภาษา เนื่องจากในแต่ละกลุ่มชน ( ตัวอย่างเช่น พวก Frank ) ก็ล้วนแล้วแต่มีภาษาของตัวเองใช้กันอยู่แล้วทั้งสิ้น ซึ่งภาษาที่ใช้ อาจจะเกิดจากการคิดค้นขึ้นมาเองของกลุ่มชนนั้น หรือเป็นผลมาจากการได้รับอิทธิพล ( ทางวัฒนธรรม ) จากกลุ่มชนอื่นๆ จนทำให้เลือกที่จะปรับใช้ภาษาของกลุ่มชนอื่นๆ เข้ามาปรับใช้ในกลุ่มชนของตัวเองแทนก็เป็นได้

     

    September 04

    Letter to Herodotus

     

                Herodotus ! ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าท่านจะรู้สึกเช่นใด ที่การพูดเรื่องประวัติศาสตร์ของ Voldemort ในเหตุการณ์เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2550 นั้น เป็นอะไรที่บิดเบือน ความจริง เป็นอย่างมาก แต่กลับไม่มีนักประวัติศาสตร์คนไหน ( กล้า ) ออกมากล่าวแย้งใน ความบิดเบี้ยว ที่ว่านี้อย่างเป็น ทางการ เลยแม้แต่น้อย จนราวกับว่า Freedom of Expression ได้หมดสิ้นไปจากประเทศไทยเสียแล้ว ทั้งๆที่ในเวลานี้ เรากำลังอยู่ในยุคสมัยแห่งเสรีประชาธิปไตย [ อันที่จริง ผมมองว่าระบบประชาธิปไตยได้ หายสาบสูญ ไปจากประเทศไทย นับตั้งแต่คืนวันที่ 19 กันยายน 2549 แล้ว และที่สำคัญคือ คงไม่มีใครที่จะ คัดค้าน Voldemort ในประเด็นที่ว่านี้อย่างแน่นอนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์รัฐประหารขึ้นหรือไม่ก็ตาม ] ที่ให้ความสำคัญกับการดำรงอยู่ของ Freedom of Expression เป็นอย่างมาก

                   

                    และความเงียบงันที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ได้ทำให้ข้าพเจ้าเกิดความสงสัยเป็นอย่างยิ่งว่า โดยแท้จริงแล้ว เรามี Freedom of Expression มากขนาดไหนกันแน่ในห้วงเวลาปัจจุบันนี้ เพราะแม้ข้าพเจ้าจะไม่แน่ใจว่าในยุคของท่าน Herodotus [ ช่วงประมาณ 485 425 BC ] นั้น ท่านจะมี สิทธิเสรีภาพในการพูด ได้มากมายขนาดไหนกันแน่ แต่หากท่าน Herodotus ใช้ชีวิตอยู่ในยุคสมัยนี้ ท่านอาจจะแปลกใจก็เป็นได้ ที่พบว่าผู้คนในสมัยนี้ต่างพากัน เลือก ที่จะแทรกแซงตัวเอง เวลาที่จะเอ่ยเอื้อนหรือสนใจในความจริงบางประการ มิฉะนั้นเขาก็จะถูก แทรกแซง มิให้พูดหรือสนใจในความจริงเหล่านั้น จากคนรอบข้างของตัวเขาเอง หรือรัฐ ( ซึ่งทำให้ข้าพเจ้าหวาดกลัวเป็นอย่างมาก เพราะเจ้าหน้าที่ของรัฐมักจะใช้ ม. 112 ของประมวลกฎหมายอาญา ขึ้นมาข่มขู่ และลงโทษ ผู้คนที่ยังพูดและสนใจในความจริงนั้นอยู่ตลอดเวลา ) ซึ่งจากพฤติกรรมของผู้คนในยุคสมัยนี้ได้ทำให้ข้าพเจ้าไม่รู้สึกแปลกใจอีกต่อไปแล้ว ว่าเหตุใดการวิพากษ์วิจารณ์ของนักประวัติศาสตร์ในประเด็น ความผิดพลาด ของข้อมูลที่ Voldemort เอ่ยอ้างนั้นแทบจะไม่เกิดขึ้นเลย !?? และถึงแม้จะเกิดขึ้น ก็เป็นไปในวงที่จำกัด และไม่เปิดเผยแก่สาธารณชนมากเลยเท่าใดนัก !!!

                   

                    แต่ที่ทำให้ข้าพเจ้าหงุดหงิดใจยิ่งกว่าคือ นอกจากพวกเขา ( นักประวัติศาสตร์ ) จะไม่เถียงหรือโต้แย้งในประเด็นความผิดพลาดของข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่ Voldemort พูดแล้ว พวกเขายังมีส่วนสำคัญในการบิดเบือนความจริงของประวัติศาสตร์ ( ที่ผู้คนทั่วไปรับรู้ ) เพื่อตอบสนองต่อ ตัณหา ของตนเองและรัฐ ในการรักษาไว้ซึ่ง ความศักดิ์สิทธิ์ ของความเป็นไทยอีกต่างหาก

                   

                    เพราะกับ ข้อเท็จจริง บางประการที่มีนักประวัติศาสตร์บางท่านเสนอขึ้นมา อย่างประเด็น   ศิลาจารึกหลักที่ 1 อาจไม่ได้ทำขึ้นในยุคสุโขทัย !? หรือประเด็น ท้าวสุรนารี อาจไม่มีตัวตนอยู่จริงในประวัติศาสตร์ !? ก็ถูกนักประวัติศาสตร์จำนวนมากโจมตีอย่างรุนแรงทันที และที่ชวนให้ สังเวช เป็นอย่างมาก คือเรามักจะพบว่าการโจมตีที่เกิดขึ้นหลายๆครั้งนั้น มักจะไปเน้นไปที่ประเด็นชาตินิยม ( ประมาณว่า คุณเป็นคนไทยรึเปล่า ? ) เป็นหลัก มากกว่าที่จะต่อสู้ในแง่ความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐานข้อมูล ซึ่งไม่ใช่ วิถีทาง ที่นักประวัติศาสตร์ควรจะใช้ ( ในการถกเถียงเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อสรุป ) เลยแม้แต่น้อย

                   

                    และไม่ต้องพูดถึงความจริงที่เป็น ด้านมืด ของประวัติศาสตร์ไทย ที่สามารถสั่นคลอน หรือทำลาย ความศักดิ์สิทธิ์ ของความเป็นไทย อย่างประเด็นการกวาดล้างผู้ต่อต้าน การรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง ในยุค ร. 5 !? , ประเด็นมัสยิดกรือเซะ + ปัตตานี + ดุซงญอ + หะยีสุหลงที่ล้วนแล้วแต่เชื่อมโยงกับไฟใต้ !? , ประเด็นการพยายามรักษาอำนาจทางการเมืองในทุกวิถีทางของ Voldemort กับ กลุ่มผู้เสพความตาย ในช่วงก่อนและหลังปี 2475 จนนำไปสู่การต่อสู้กับ คณะราษฎร ในหลายๆเหตุการณ์ ซึ่งรวมไปถึงกรณีรัฐประหาร 1 เมษายน 2476 และกบฏบวรเดชในเดือนตุลาคม 2476 ที่ในภายหลังล้วนแล้วแต่ประสบความล้มเหลว จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในปี 2477 !? หรือโศกนาฏกรรม 6 ตุลาคม 2519 !? ที่ล้วนแล้วแต่ถูกนักประวัติศาสตร์ ( และรัฐ ) ปกปิด เอาไว้ เพื่อทำให้สังคมไทยถูก มอมเมา จนยอมที่จะอยู่ภายใต้มายาคติแห่งความเป็นไทยต่อไปเรื่อยๆ ( ตามที่รัฐต้องการ ) ซึ่งจะส่งผลเสียอย่างร้ายแรงต่อการแก้ไขปัญหาของประเทศไทยในด้านต่างๆอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ [ อันที่จริง ผมมองว่าปัญหา ไฟใต้ ที่ยืดเยื้อมาอย่างยาวนาน ( นับร้อยปี ) นั้น คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดในประเด็นนี้ เพราะปัญหาไฟใต้จะไม่มีวันที่จะแก้ไขได้เลย หากเรายังติดอยู่กับมายาคติความเป็นไทยอย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ ]

                   

                    Herodotus ! ข้าพเจ้ารู้สึกละอายใจแทนท่านเหลือเกิน ที่ท่านมีผู้สืบทอดวิชาประวัติศาสตร์ เป็นนักประวัติศาสตร์ไทย ( จำนวนมาก ) ที่ปราศจากซึ่งความกล้าหาญทางวิชาการ และยังมัวเมาในมายาคติแห่ง ความเป็นไทย ที่คับแคบ และล้าหลัง จนละเลยที่จะตรวจสอบพยานหลักฐาน เพื่อที่จะให้ได้มาซึ่ง ข้อสรุป ของข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริง ( ที่เกิดขึ้นในเวลานั้น ) มากที่สุด และแม้จะล่วงรู้ว่าข้อสรุปนั้นถูก บิดเบือน แต่ก็มิได้ทำอะไรที่เป็น การต่อต้าน การบิดเบือนนั้น เพื่อรักษาไว้ซึ่งความจริงที่แท้จริงเลยแม้แต่น้อย ซึ่งถือเป็นสิ่งที่นักประวัติศาสตร์ที่ดี ไม่สมควรจะกระทำเป็นอย่างยิ่ง เลยแม้แต่น้อย จนทำให้ข้าพเจ้าสงสัยว่า พวกเขาเหล่านี้ คู่ควร ที่จะได้รับการยอมรับให้เป็น นักประวัติศาสตร์ ได้หรือเปล่า ? และแท้จริงแล้ว ประเทศไทยยังมี นักประวัติศาสตร์ ( ที่แท้จริง ) เหลืออยู่เท่าใดกันแน่ ? หรือว่านักประวัติศาสตร์ได้ ตาย ( ทางวิชาการ ) ไปจากประเทศไทยเสียหมดแล้ว !??

     

    เชิงอรรถ

                   

                    1. Freedom of Expression แปลว่า เสรีภาพในการพูด , เขียน , พิมพ์ และโฆษณา ( โดยปราศจากการถูก ปิดกั้น หรือแทรกแซง จากรัฐ หรือกลุ่มคนที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างกับคนผู้นั้น )

                    2. Herodotus เกิดที่เมือง Halicarnassus และมีชีวิตอยู่ในช่วง 485 425 BC และได้รับการยกย่องให้เป็น บิดาแห่งประวัติศาสตร์ หรือ Father of History จาก Cicero โดย Herodotus มีผลงานสำคัญคือ การบันทึกเรื่องราวสงครามระหว่างกรีกกับเปอร์เซีย ซึ่งเกิดขึ้นในช่วง 490 และ 480 479 BC ( ในรูปแบบของร้อยแก้ว หรือคำบรรยาย )

     

    August 06

    Quotes

     
    Some people are on the pitch , they think it's all over !.... ( แล้วในจังหวะนั้น Geoff Hurst ของทีมชาติอังกฤษ สามารถยิง Hat-Trick ใส่ทีมชาติเยอรมันได้สำเร็จในนาทีสุดท้ายของการต่อเวลาพิเศษ จนทำให้ Wolstenholme ตะโกนออกมาด้วยความตื่นเต้นและดีใจในทันทีว่า ) .... It is now ! [ Kenneth Wolstenholme @ 1966 FIFA World Cup Final )
     
    The history of all hitherto existing society is the history of class struggles . [ Karl Marx @ The Communist Manifesto , Chapter 1 ]
     
    Workers of the World , Unite ! You have nothing to lose but your chains ! [ Karl Marx @ The Communist Manifesto , Chapter 4 ]
     
    The only lesson we learn from history is that nobody learns lessons from history ! [ Georg Wilhelm Friedrich Hegel ]
     
    The only thing necessary for the triumph of evil is for good men to do nothing . [ Edmund Burke ]
     
    ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน [ กุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือ ศรีบูรพา จากบทความ " มองดูนักศึกษา ม.ธ.ก. ด้วยแว่นขาว " ในพ.ศ. 2493 ]
     
    เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนย่อมเป็นใหญ่ในแผ่นดิน [ วิสา คัญทัพ จากกลอน " ครบรอบปี - สิบสี่ตุลา " ในพ.ศ. 2517 ]
     
    Some people believe football is a matter of life and death . I'm very disappointed with that attitude. I can assure you , it much more important than that . [ Bill Shankly ]
     
    Democracy is the government of the people , by the people , for the people . [ Abraham Lincoln ]
     
    Man is born free and everywhere he is in chains . [ Jean - Jacques Rousseau ]
     
    I think , therefore I am . [ René Descartes ]
     
    God is dead . [ Friedrich Nietzsche @ The Gay Science , Section 108 ( New Struggles ) ]
     
    On the internet , nobody knows you're a dog . [ Peter Steiner @ New Yorker , 5 July 1993 , Page 61 ]
     
    Imagination is more important than knowledge . [ Albert Einstein ]
     
    The life which is unexamined is not worth living . [ Socrates ]
     
    Who controls the past controls the future ; who controls the present controls the past . [ George Orwell ]
     
    True law is right reason in agreement with nature ; it is of universal application , unchanging and everlasting ; it summons to duty by its commands , and averts from wrongdoing by its prohibitions . [ Marcus Tullius Cicero @ De Re Publica , Book 3 , Chapter 22 ]
     
    A war is never undertaken by the ideal State , except in defense of its honor or its safety . [ Marcus Tullius Cicero @ De Re Publica , Book 3 , Chapter 23 ]
     
    When the people fear their government , there is tyranny ; when the government fears the people , there is liberty . [ Thomas Jefferson ]
     
    The important thing isn't the soundness or otherwise of the argument , but for it to make you think . [ Albert Camus @ The Plague , 1947 ]
     
    Monsieur ... I do not believe in God ; his existence has been disproved by Science . But in the concentration camp , I learned to believe in men . [ Jean-Paul Sartre @ Nausea , 1938 ]
     
    If we don't believe in freedom of expression for people we despise , we don't believe in it at all . [ Avram Noam Chomsky ]
     
    He who thinks great thoughts is bound to make enormous mistakes . [ Martin Heidegger ]
     
    I have a dream . [ Martin Luther king , Jr. ]
     
    All men are created equal . [ Thomas Jefferson @ United States Declaration of Independence , 4 July 1776 ]
     
    July 10

    บทกวีของวิสา คัญทัพ

     
     
    ไม่มีอำนาจใดในโลกหล้า

    ผู้ปกครองต่างมาแล้วสาปสูญ

    ไม่มีใครล้ำเลิศน่าเทิดทูน

    ประชาชนสมบูรณ์นิรันดร์ไป

    เมื่อยืนหยัดต่อสู้ผู้กดขี่

    ประชาชนย่อมมีชีวิตใหม่

    เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ

    ประชาชนย่อมเป็นใหญ่ในแผ่นดิน
     
     

    เพลงเถื่อนแห่งสถาบัน ของวิทยากร เชียงกูล

     
     
    ดอกหาง นกยูง สีแดงฉาน
    บานอยู่เต็มฟากสวรรค์
    คนเดินผ่าน ไปมากัน
    เขาด้นดั้น หาสิ่งใด

    ปัญญา มีขาย ที่นี่หรือ
    จะแย่งซื้อ ได้ที่ไหน
    อย่างที่โก้ หรูหรา ราคาเท่าใด
    จะให้พ่อ ขายนา มาแลกเอา

    ฉันมา ฉันเห็น ฉันแพ้
    ยินแต่ เสียงด่า ว่าโง่เง่า
    เพลงที่นี่ ไม่หวาน เหมือนบ้านเรา
    ใครไม่เข้า ถึงพอ เขาเยาะเย้ย

    นี่จะให้ อะไร กันบ้างไหม
    มหาวิทยาลัย ใหญ่โตเหวย
    แม้นท่าน มิอาจให้ อะไรเลย
    วานนิ่งเฉย อย่าบ่นอย่าโวยวาย

    ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง
    ฉันจึง มาหา ความหมาย
    ฉันหวัง เก็บอะไร ไปมากมาย
    สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว

    มืดจริงหนอ สถาบัน อันกว้างขวาง
    ปล่อยฉัน อ้างว้าง ขับเคี่ยว
    เดินหา ซื้อปัญญา จนหน้าเซียว
    เทียวมา เทียวไป ไม่รู้วัน

    ดอกหางนกยูง สีแดงฉาน
    บานอยู่เต็ม ฟากสวรรค์
    เกินพอ ให้เจ้าแบ่งปัน
    จงเก็บกัน อย่าเดิน ผ่านเลยไป

     

    June 25

    ประกาศคณะราษฎรฉบับที่ ๑

     
    ประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ ๑
     
          ราษฎรทั้งหลาย 
        
         เมื่อกษัตริย์องค์นี้ได้ครองราชสมบัติสืบต่อพระเชษฐานั้น ในชั้นต้นราษฎรได้หวังกันว่ากษัตริย์องค์ใหม่นี้จะปกครองราษฎรให้ร่มเย็น แต่การณ์หาเป็นไปตามหวังที่คิดไม่ กษัตริย์คงทรงอำนาจอยู่เหนือกฎหมายตามเดิม ทรงแต่งตั้งญาติวงศ์และคนสอพลอไร้คุณงามความรู้ให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญๆ ไม่ทรงฟังเสียงราษฎร ปล่อยให้ข้าราชการใช้อำนาจหน้าที่ในทางทุจริต มีการรับสินบนในการก่อสร้างซื้อของใช้ในราชการ หากำไรในการเปลี่ยนราคาเงิน ผลาญเงินทองของประเทศ ยกพวกเจ้าขึ้นให้สิทธิพิเศษมากกว่าราษฎร ปกครองโดยขาดหลักวิชา ปล่อยให้บ้านเมืองเป็นไปตามยถากรรม ดังที่จะเห็นได้ในการตกต่ำในการเศรษฐกิจและความฝืดเคืองทำมาหากิน ซึ่งราษฎรได้รู้กันอยู่ทั่วไปแล้ว รัฐบาลของกษัตริย์เหนือกฎหมายมิสามารถแก้ไขให้ฟื้นขึ้นได้ การที่แก้ไขไม่ได้ก็เพราะรัฐบาลของกษัตริย์เหนือกฎหมายมิได้ปกครองประเทศเพื่อราษฎรตามที่รัฐบาลอื่นๆ ได้กระทำกัน รัฐบาลของกษัตริย์ได้ถือเอาราษฎรเป็นทาส (ซึ่งเรียกว่าไพร่บ้าง ข้าบ้าง) เป็นสัตว์เดียรัจฉาน ไม่นึกว่าเป็นมนุษย์ เพราะฉะนั้น แทนที่จะช่วยราษฎร กลับพากันทำนาบนหลังราษฎร จะเห็นได้ว่าภาษีอากรที่บีบคั้นเอาจากราษฎรนั้น กษัตริย์ได้หักเอาไว้ใช้ส่วนตัวปีหนึ่งเป็นจำนวนหลายล้าน ส่วนราษฎรสิ กว่าจะหาได้แต่เล็กน้อย เลือดตาแทบกระเด็น ถึงคราวเสียภาษีราชการหรือภาษีส่วนตัว ถ้าไม่มีเงินรัฐบาลก็ใช้ยึดทรัพย์หรือใช้งานโยธา แต่พวกเจ้ากลับนอนกินกันเป็นสุข ไม่มีประเทศใดในโลกจะให้เงินเจ้ามากเช่นนี้ นอกจากพระเจ้าซาร์และพระเจ้าไกเซอร์เยอรมัน ซึ่งชนชาตินั้นได้โค่นราชบัลลังก์เสียแล้ว 
         
         รัฐบาลของกษัตริย์ได้ปกครองอย่างหลอกลวงไม่ซื่อตรงต่อราษฎร มีเป็นต้นว่าจะบำรุงการทำมาหากินอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ครั้นคอยๆ ก็เหลวไป หาได้ทำจริงจังไม่ มิหนำซ้ำกล่าวหมิ่นประมาทราษฎรผู้มีบุญคุณเสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้กิน ว่าราษฎรรู้เท่าไม่ถึงเจ้านั้นไม่ใช่เพราะโง่ เป็นเพราะขาดการศึกษาที่พวกเจ้าปกปิดไว้ไม่ให้เรียนเต็มที่ เพราะเกรงว่าราษฎรได้มีการศึกษาก็จะรู้ความชั่วร้ายที่ทำไว้และคงจะไม่ยอมให้ทำนาบนหลังคน 
        
         ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่าประเทศเรานี้เป็นของราษฎร ไม่ใช่ของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง บรรพบุรุษของราษฎรเป็นผู้กู้ให้ประเทศเป็นอิสรภาพพ้นมือจากข้าศึก พวกเจ้ามีแต่ชุบมือเปิบและกวาดทรัพย์สมบัติเข้าไว้ตั้งหลายร้อยล้าน เงินเหล่านี้เอามาจากไหน? ก็เอามาจากราษฎรเพราะวิธีทำนาบนหลังคนนั่นเอง ! บ้านเมืองกำลังอัตคัตฝืดเคือง ชาวนาและพ่อแม่ทหารต้องทิ้งนา เพราะทำไม่ได้ผล รัฐบาลไม่บำรุง รัฐบาลไล่คนงานออกอย่างเกลื่อนกลาด นักเรียนที่เรียนสำเร็จแล้วและทหารที่ปลดกองหนุนไม่มีงานทำ จะต้องอดอยากไปตามยถากรรม เหล่านี้เป็นผลของรัฐบาลของกษัตริย์เหนือกฎหมาย บีบคั้นข้าราชการชั้นผู้น้อย นายสิบ และเสมียน เมื่อให้ออกจากงานแล้วไม่ให้เบี้ยบำนาญ ความจริงควรเอาเงินที่กวาดรวบรวมไว้มาจัดบ้านเมืองให้มีงานทำจึงจะสมควรที่สนองคุณราษฎรซึ่งได้เสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้ร่ำรวยมานาน แต่พวกเจ้าก็หาได้ทำอย่างใดไม่ คงสูบเลือดกันเรื่อยไป เงินมีเท่าไหรก็เอาฝากต่างประเทศคอยเตรียมหนีเมื่อบ้านเมืองทรุดโทรม ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก การเหล่านี้ย่อมชั่วร้าย 
        
         เหตุฉะนั้น ราษฎร ข้าราชการ ทหาร และพลเรือน ที่รู้เท่าถึงการกระทำอันชั่วร้ายของรัฐบาลดังกล่าวแล้ว จึงรวมกำลังตั้งเป็นคณะราษฎรขึ้น และได้ยึดอำนาจของรัฐบาลของกษัตริย์ไว้แล้ว คณะราษฎรเห็นว่าการที่จะแก้ความชั่วร้ายก็โดยที่จะต้องจัดการปกครองโดยมีสภา จะได้ช่วยกันปรึกษาหารือหลายๆ ความคิดดีกว่าความคิดเดียว ส่วนผู้เป็นประมุขของประเทศนั้น คณะราษฎรไม่มีประสงค์ทำการชิงราชสมบัติ ฉะนั้น จึงขอเชิญให้กษัตริย์องค์นี้ดำรงตำแหน่งกษัตริย์ต่อไป แต่จะต้องอยู่ใต้กฎหมายธรรมนูญการปกครองของแผ่นดิน จะทำอะไรโดยลำพังไม่ได้ นอกจากความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร คณะราษฎรได้แจ้งความเห็นนี้ให้กษัตริย์ทราบแล้ว เวลานี้ยังอยู่ในความรับตอบ ถ้ากษัตริย์ตอบปฏิเสธหรือไม่ตอบภายในกำหนดโดยเห็นแก่ส่วนตนว่าจะถูกลดอำนาจลงมาก็จะชื่อว่าทรยศต่อชาติ และก็เป็นการจำเป็นที่ประเทศจะต้องมีการปกครองอย่างประชาธิปไตย กล่าวคือ ประมุขของประเทศจะเป็นบุคคลสามัญซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้ตั้งขึ้น อยู่ในตำแหน่งตามกำหนดเวลา ตามวิธีนี้ราษฎรพึงหวังเถิดว่าราษฎรจะได้รับความบำรุงอย่างดีที่สุด ทุกๆ คนจะมีงานทำ เพราะประเทศของเราเป็นประเทศที่อุดมอยู่แล้วตามสภาพ เมื่อเราได้ยึดเงินที่พวกเจ้ารวบรวมไว้จากการทำนาบนหลังคนตั้งหลายร้อยล้านมาบำรุงประเทศขึ้นแล้ว ประเทศจะต้องเฟื่องฟูขึ้นเป็นแม่นมั่น การปกครองซึ่งคณะราษฎรจะพึงกระทำก็คือ จำต้องวางโครงการอาศัยหลักวิชา ไม่ทำไปเหมือนคนตาบอด เช่นรัฐบาลที่มีกษัตริย์เหนือกฏหมายทำมาแล้ว เป็นหลักใหญ่ๆ ที่คณะราษฎรวางไว้ มีอยู่ว่า 

         ๑.จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่นเอกราชในทางการเมือง การศาล ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง
         ๒.จะต้องรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก
         ๓.ต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะจัดหางานให้ราษฎรทุกคนทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎร อดอยาก 
         ๔.จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน ( ไม่ใช่พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎร เช่นที่เป็นอยู่ ) 
         ๕.จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก ๕ ประการดังกล่าวข้างต้น 
         ๖.จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร

        ราษฎรทั้งหลายจงพร้อมกันช่วยคณะราษฎรให้ทำกิจอันคงจะอยู่ชั่วดินฟ้านี้ให้สำเร็จ คณะราษฎรขอให้ทุกคนที่มิได้ร่วมมือเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลกษัตริย์เหนือกฎหมายพึงตั้งอยู่ในความสงบและตั้งหน้าหากิน อย่าทำการใดๆ อันเป็นการขัดขวางต่อคณะราษฎรนี้ เท่ากับราษฎรช่วยประเทศและช่วยตัวราษฎร บุตร หลาน เหลน ของตนเอง ประเทศจะมีความเป็นเอกราชอย่างพร้อมบริบูรณ์ ราษฎรจะได้รับความปลอดภัย ทุกคนจะต้องมีงานทำไม่ต้องอดตาย ทุกคนจะมีสิทธิเสมอกัน และมีเสรีภาพจากการเป็นไพร่ เป็นข้า เป็นทาสพวกเจ้า หมดสมัยที่เจ้าจะทำนาบนหลังราษฎร สิ่งที่ทุกคนพึงปรารถนาคือ ความสุขความเจริญอย่างประเสริฐซึ่งเรียกเป็นศัพท์ว่า “ศรีอาริย์” นั้น ก็จะพึงบังเกิดขึ้นแก่ราษฎรถ้วนหน้า 
     
     
    คณะราษฎร
    ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕
     
    May 30

    ประกาศผลสอบไล่ English Premiership ฤดูกาล 2006 - 2007 ( Part 2 )

     

    ประกาศผลสอบไล่ English Premiership ฤดูกาล 2006 2007

     

    Manchester United : A

              ผีแดงเป็นแชมป์ลีกครั้งแรกในรอบ 4 ปี เป็นผลมาจากการที่นักเตะในทีมโชว์ผลงานได้อย่างสุดยอดกันทั้งทีม จนไม่น่าแปลกใจเลยที่ PFA Team of the Year จะปรากฏชื่อของนักเตะอสูรแดงถึง 8 คนเลยด้วยกัน แถมผีแดงยังทำสถิติในด้านดีของบอลลีกหลายประการ เช่น จำนวนนัดที่ชนะในเกมเหย้ากับเกมเยือนที่มากที่สุด ไปจนถึงการยิงประตูในเกมเหย้ากับเกมเยือนสูงสุด

                    แต่ต้องยอมรับว่าคนที่เด่นที่สุดในทีมแชมป์ชุดนี้คงหนีไม่พ้น Ronaldo ที่เค้นฟอร์มสุดยอด และเพิ่มการเล่นแบบเป็นทีมขึ้นมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ จนทำให้ Ronaldo คว้ารางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมไปอีกมากมายหลายรางวัลอีกต่างหาก พร้อมกับทำให้ทุกคนรู้ว่า ว่าที่นักเตะหมายเลข 1 ของโลก อยู่ ณ ที่แห่งนี้แล้ว ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ Ronaldo ไม่เคยเล่นเป็นทีมได้ดีแบบนี้มาก่อน แถมยังกลายเป็นผู้ร้ายในสายตาคนอังกฤษในเรื่องบอลโลกอันอื้อฉาวอีกต่างหาก จนทำให้หลายคนต่างพากันเอือมระอา เซ็ง และเกลียดชังในตัวของโคตรดาวรุ่งผู้นี้เป็นอย่างมาก

                    ความคาดหวัง : ผีแดงโชคดีมากที่ผู้เล่นคนสำคัญโดยส่วนใหญ่แทบไม่มีใครต้องบาดเจ็บจนต้องพักรักษาตัวนานเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้เล่นเกมรุกอย่าง Rooney และ Ronaldo จนทำให้ทุกคนลืมความจริงไปว่าทีมแมนยูมีขนาดทีมที่ใหญ่มากมายอะไรเลย และผีแดงคงไม่โชคดีในเรื่องแบบนี้บ่อยๆแน่นอน ในการมีทีมชุดใหญ่ที่สมบูรณ์และปราศจากการบาดเจ็บ เพราะทุกคนคงรู้ดีว่าวิกฤตแผงหลังที่เกิดขึ้นในโค้งสุดท้ายของบอลลีก ซึ่งสร้างความเสียหายต่อการลุ้น 3 แชมป์ของอสูรแดงอย่างมากมายนั้น อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา แม้แต่ในตอนต้นฤดูกาลหน้านี้ ตราบเท่าที่ปีศาจแดงยังไม่ได้มีการเสริมทัพนักเตะให้มากกว่าที่เป็นอยู่

     

    Middlesbrough : D+

              Southgate คงจะถือได้ว่าโชคดีมาก ที่ได้คุมทีมที่ McClaren ได้วางรากฐานไว้อย่างแข็งแกร่ง โดยมีทรัพยากรนักเตะชั้นดีไว้ใช้สอยมากมายพอสมควร แต่น่าเสียดายที่ Southgate ก็ยังไม่อาจทำให้ทีมได้ก้าวหน้ามากไปกว่าในยุคของ McClaren เลยเท่าใดนัก จนชวนให้คิดว่าโบโร่กำลังเดินถอยหลังกลับไปสู่สถานะทีมธรรมดาๆที่รอวันตกต่ำเป็นอย่างยิ่ง

                    ความคาดหวัง : หาก Southgate ไม่อยากต้องเห็นทีมมาดิ้นรนหนีตกชั้น เขาจำเป็นต้องทำทุกวิถีทาง เพื่อที่จะรั้งตัว Viduka กับ Yakubu ที่แทบจะเป็นคนทำประตูทั้งหมดที่สโมสรทำได้ในฤดูกาลนี้ ( ทั้ง 2 คนยิงไป 35 ลูกจาก 57 ลูกที่โบโร่ยิงคู่แข่งได้ในฤดูกาลนี้ และที่สำคัญคือไม่มีนักเตะโบโร่คนไหนยิงเกิน 3 ประตูเลย ถ้าไม่นับ 2 คนที่ว่านี้ ) รวมไปถึงกองหลังตัวหลักอย่าง Woodgate ที่ถือเป็นการซื้อแห่งฤดูกาลของสโมสร ให้ได้

     

    Newcastle : D+

                    สาวกสาลิกาดงคงรู้สึกถึงได้แต่เรื่องแย่ๆตลอดในฤดูกาลนี้ จนนำมาสู่การก่อม็อบขับไล่ประธานสโมสรอย่าง Shepherd อย่างต่อเนื่อง แต่ทุกครั้ง คนที่ต้องลาออกแทน กลับเป็นแพะรับบาปอย่างผู้จัดการทีม ซึ่งหลายคนเข้ามา เพราะความตาถั่วของ Shepherd ดังเช่นกรณีของ Souness ซึ่งคุมกุหลาบไฟได้ห่วยแตกมาก แต่กลับได้มาคุมยอดทีมแห่งแดนอีสานซะงั้น และแม้แต่ Roeder เองก็หนีวงจรอุบาทว์นี้ไม่พ้น เมื่อเขาจำต้องลาออกไป เพื่อรับผิดชอบต่อผลงานของทีมที่ตกต่ำ ( และรักษาเก้าอี้ประธานสโมสรของ Shepherd เอาไว้อีกต่างหาก )

                    แต่อย่างน้อย สาวกสาลิกาดงก็ยังพอมีข่าวดีอยู่บ้างอย่างการตั้ง Allardyce มาคุมทีม ซึ่งถือเป็นผู้จัดการทีมที่ ( น่าจะ ) ดีที่สุด นับตั้งแต่การจากไปของ Robson เลยทีเดียว และที่สำคัญคือ บรรดากองหลังที่เล่นได่ห่วยแตก ทั้ง Moore กับ Bramble ต่างพากันถูกปล่อยออกจากสโมสรไปแล้ว จนทำให้สาวกสาลิกาดงยังคงพอคาดหวังได้ถึงกองหลังที่น่าจะมีประสิทธิภาพมากกว่าที่เป็นอยู่ในอนาคต

                    ความคาดหวัง : Allardyce มี 2 ภารกิจที่จำเป็นต้องทำ อย่างแรกคือการรั้ง Owen และดาราคนอื่นๆภายในทีมให้อยู่กับทีมต่อไป และอย่างที่ 2 คือ เขาสมควรจะมาดูแลให้ระบบสตาฟฟ์โค้ชให้สนับสนุนการทำทีมของตนให้มากที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหานักเตะมีอาการบาดเจ็บบ่อยๆ ( จนเป็นที่รู้กันว่านิวคาสเซิลโด่งดังในแง่ของอาการบาดเจ็บนักเตะที่มีเยอะมากมายเหลือเกิน พอๆกับที่มีแฟนบอลติดตามเชียร์อย่างเหนียวแน่น ไม่ว่าทีมจะมีผลงานเป็นเช่นไรก็ตาม ) และเล่นไม่เข้าแผนที่ตนวางไว้ มิฉะนั้นแล้ว ตัว Allardyce เองอาจต้องเผชิญชะตากรรมเดียวกับกับผู้จัดการทีมสาลิกาดงหลายคนในอดีตที่ถูกปลดออกจากตำแหน่งตั้งแต่ต้นฤดูกาล

     

    Portsmouth : B

                    Pompey พลิกสถานภาพจากทีมที่ต้องหนีตกชั้น แล้วรอดอย่างเหลือเชื่อในฤดูกาลที่แล้ว มาเป็นทีมที่มีความแข็งแกร่ง และดุดัน ( โดยเฉพาะกับเกมในบ้าน ) จนพวกเขาหวุดหวิดจะได้ไปยูฟ่าคัพเหมือนกัน แต่ก็พลาดไป ซึ่ง Redknapp อาจจะบ่นว่าเกิดจากกรรมการไม่เป็นใจที่จะให้ประตู Pompey ถึง 2 ครั้งในเกมที่เจอกับปืนโตในนัดสุดท้ายของฤดูกาล แต่ท้ายที่สุด เขาคงต้องยอมรับความจริงที่สำคัญว่า เกมเหย้าเพียงอย่างเดียว ไม่อาจทำให้ทีมประสบความสำเร็จได้

                    ความคาดหวัง : Redknapp คงต้องพยายามเป็นอย่างมากที่จะรั้ง Kanu ที่กลายเป็นของดีราคาถูกไปอย่างไม่น่าเชื่อ พอๆกับที่ต้องพยายามหานักเตะมาเสริมทัพให้มากกว่าที่เป็นอยู่ หากยังหวังที่จะไปเล่นบอลยุโรปในฤดูกาลหน้า

     

    Reading : B+

                    Royals โชว์ให้เห็นว่าทีมที่ขึ้นชั้นมา ไม่จำเป็นต้องเสริมนักเตะให้มากมาย ก็สามารถอยู่รอดบนลีกสูงสุดได้ และยิ่งพวกเขาเป็นทีมที่เล่นเกมบนพื้น แถมเปิดเกมรุกสู้แบบไม่เกรงกลัวทีมยักษ์ใหญ่ ยิ่งทำให้สโมสรเรดดิ้งนั้นกลายเป็นที่จับตามองของคนทั้งเกาะอังกฤษ

                    เรดดิ้งทำผลงานได้ดีมาตลอดทั้งฤดูกาล แต่บทเรียนราคาแพงที่ทำให้ Coppell คงต้องเสียดายเป็นที่สุด คงหนีไม่พ้นการแพ้ Hornets ทีมบ๊วยของลีกที่ตกชั้นไปแล้ว ในนัดที่37 ซึ่งเป็นการแพ้คา Madejski Stadium เสียด้วยจนทำให้เรดดิ้งพลาดการไปเล่นยูฟ่าคัพแบบปวดหัวใจ เพราะพวกเขามีแต้มตามหลังโบลตันเพีงแค่แต้มเดียวเท่านั้น แต่มีประตูได้เสียที่ดีกว่าโบลตันถึง 10 ลูก เมื่อจบฤดูกาล

                    แต่ความผิดพลาดในครั้งนั้น ก็ยังไม่อาจลบล้างความเยี่ยมยอดที่ Coppell ทำไว้ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา จนทำให้ Coppell ได้รับรางวัลตอบแทนด้วยการได้รับรางวัลผู้จัดการทีมแห่งปีในท้ายที่สุด

                    ความคาดหวัง : ฤดูกาลที่ 2 ของทีมน้องใหม่ ล้วนแล้วแต่อำมหิตและโหดเหี้ยมเสมอ ( ไม่เชื่อไปถามวีแกนได้ว่ารู้สึกไงบ้างกับรสชาติของ Sophomore ) และยิ่งต้องมาสูญเสียกองกลางคนสำคัญอย่าง Sidwell ก็ยิ่งทำให้ Coppell คงต้องพบกับความยากลำบากในการรักษาผลงานที่เยี่ยมยอดอย่างแน่นอน

     

    Sheffield United : F

              Wornock คงคิดไม่ถึงว่าพวกเขาซึ่งมีสถิติเล่นในบ้านกับทีมหนีตกชั้นที่เยี่ยมยอด กลับต้องมาแพ้วีแกนในนัดสุดท้าย จาต้องตกชั้นไปแบบปวดหัวใจ และต้องออกมากล่าวหาว่าผีกับหงส์จงใจไม่ส่งทีมชุดใหญ่ลงสนาม ซึ่งมีผลให้ทีมของตนต้องตกชั้นไปในท้ายที่สุด แต่สงสัยว่า Warnock คงลืมไปว่าครั้งหนึ่ง Blades เคยทำคะแนนนำหน้าโซนตกชั้นถึง 10 คะแนนในช่วงท้ายฤดูกาล แถมในนัดสุดท้าย พวกเขาก็ยังมีเงื่อนไขในการอยู่รอดที่ง่ายมากกว่าวีแกนซะด้วยซ้ำไป แต่พวกเขาก็ไม่อาจรักษาความได้เปรียบที่ว่านี้ได้ และสมควรจะโทษตัวเอง มากกว่าที่จะไปกล่าวหาหรือใส่ร้ายกับคู่แข่งอย่างน่าเกลียดเช่นนี้

                    ความคาดหวัง : บอร์ดบริหารของ Blades สมควรที่จะหาผู้จัดการทีมคนใหม่ ( แทน Warnock ที่ลาออกไป ) ที่สนใจแต่งานของตัวเองเป้นหลัก โดยไม่ใช้ฝีปากของตัวเองไปสร้างศัตรูและกองแช่งให้มากเกินไป เพราะมั่นใจได้เลยว่า ในวันที่เชฟยูกลิ้งตกชั้นนั้น คงไม่ได้มีแค่ชาวเมืองเชฟฟิลด์ที่เชียร์ Owls เท่านั้นที่สะใจในโศกนาฎกรรมของเชฟยูในครั้งนี้ แต่คงมีกองแช่งอีกมากที่สะใจตามไปด้วยอย่างแน่นอน

     

    Tottenham Hotspur : B

              ผลงานการยิงรวมกันในลีก 33 ประตู และในทุกรายการรวมกัน 63 ประตูของ Berbatov , Keane และ Defoe น่าจะทำให้สเปอร์มีลุ้นติด 4 อันดับแรกในปีนี้ได้มากกว่านี้ ถ้าหากสเปอร์ไม่เผชิญกับปัญหาการเสียประตูที่มากจนเกินไป  บวกกับเกมเยือนที่ย่ำแย่อย่างต่อเนื่อง จนฉุดรั้งให้ทีมต้องมาลุ้นไปยูฟ่าคัพจนถึงนัดสุดท้าย

                    ความคาดหวัง : ยังคงเป็นปัญหาเดิมๆต่อไปสำหรับไก่เดือยทองและ Jol ที่ต้องเห็นทีมสเปอร์พลาดเสียประตูครั้งแล้วครั้งเล่า อันเป็นผลมาจากความหละหลวมในการป้องกัน และการไม่รู้จักปิดเกม แต่นั่นก็เป็นธรรมชาติของสเปอร์อยู่แล้วมิใช่หรือ และดูเหมือนว่าบางทีการได้ Bale มาเล่นในตำแหน่งแบ๊กซ้าย อาจจะเป็นการซื้อที่ช่วยเติมเต็มความสมดุลในเกมรับและความร้อนแรงในเกมรุกของสเปอร์ก็เป็นได้ จนพร้อมที่จะทำให้สเปอร์มีลุ้นกลับไปแย่ง 4 อันดับแรกได้อย่างสูสีอีกครั้ง

     

    Watford : F

                    ดูเหมือนว่าเพียงแค่ หัวใจนักสู้ เพียงอย่างเดียง คงจะไม่เพียงพอต่อการอยู่รอดของวัตฟอร์ดเลย พวกเขายังคงเหมือนกับทีมตกชั้นทั่วไปที่มักจะสู้ได้อย่างสูสี ก่อนจะมาพลาดโดนทีเด็ดของทีมที่มีประสบการณ์มากกว่าจัดการเอาจนได้ในท้ายที่สุดเป็นประจำ ( ขอให้นึกถึงเกมที่แพ้ผีแดงกับเชลซีคาบ้านแบบเฉียดฉิว จะเข้าใจในสิ่งที่กล่าวถึงได้ชัดเจนที่สุด )

              ความคาดหวัง : สัญญาของ Boothroyd ที่ขยายออกไปอีก 3 ปี อาจจะไม่มีความหมายเลย หากเขาไม่สามารถพา Hornets เลื่อนชั้นกลับขึ้นมาในลีกได้ในฤดูกาลหน้า

     

    Westham : D+

              ภายหลังการแพ้สเปอร์คาบ้าน 3 4 แบบเจ็บปวดรวดร้าว ในวันที่ 4 มีนาคม ทุกคนต่างพากันเชื่อว่าค้อนตกชั้นแน่อน และดูเหมือนจะไม่มีปาฎิหาริย์เกิดขึ้นที่ Upton Park เสียแล้ว แต่หลังจากนั้น ใครจะไปเชื่อว่าพลพรรค The Hammers ที่เล่นได้ห่วยแตกมาตลอดในช่วงก่อนหน้านี้นั้น กลับโชว์ผลงานสุดเหลือเชื่อด้วยการเก็บชัยชนะไปถึง 7 นัดใน 9 นัดสุดท้าย พร้อมกับหนีตกชั้นไปแบบเหลือเชื่อ เหมือนอย่างที่เคยเกิดขึ้นที่ Fratton Park ในฤดูกาลที่แล้ว

                    ความคาดหวัง : ค้อนคงยากที่จะรั้ง Tevez ฮีโร่ตัวจริงที่ทำให้ค้อนไม่ตกชั้น ให้อยู่กับทีมต่อไปในฤดูกาลหน้าได้ แต่นั่นคงไม่ใช่ปัญหาสำหรับ Curbishley & Co ในการนำพาค้อนกลับสู่อันดับที่ควรจะอยู่อีกครั้งในฤดูกาลที่กำลังจะถึงนี้ เพราะดูเหมือนว่าปัญหาเดียวที่จะทำให้ The Hammers เผชิญกับภาวะหนีตกชั้นอีกครั้งนั้น คงมีแต่เพียงการถูกตัดแต้มล่วงหน้าจาก FA ในเรื่องการซื้อขายนักเตะที่ผิดกฎระเบียบเพียงเท่านั้นเอง

     

    Wigan : D

              ถ้าหากฤดูกาลแรกบนลีกสูงสุดของวีแกนสวยงามเหมือนกับสวรรค์แล้ว ก็คงต้องบอกว่าการสูญเสียนักเตะตัวหลักหลายคนอย่าง Roberts  กับ Shimbonda ถือเป็นหนึ่งในหลายๆปัจจัยที่ทำให้ฤดูกาลที่ 2ของวีแกนเป็นยิ่งกว่านรกอันโหดร้าย และผลงานของพวกเขาก็ย่ำแย่อย่างต่อเนื่องจนใกล้ที่จะตกชั้นมากขึ้นเรื่อยๆทุกขณะ

                    แต่แล้วในวินาทีแห่งความเป็นและความตาย นักเตะ Latics ก็โชว์ผลงานด้วยหัวใจที่กร้าวแกร่ง จนพลิกล็อกล้มเชฟยูคาบ้าน พร้อมกับสร้างปรากฏการณ์ Last Escape อีกครั้ง และยืดเวลาแห่งการอยู่รอดบนลีกสุงสุดได้ต่อไปอีกอย่างน้อย 1 ฤดูกาลได้อย่างหวุดหวิด

                    ความคาดหวัง : ผมไม่เชื่อมั่นเลยว่า Hutchings ซึ่งได้รับการสนับสนุนให้ขึ้นมาคุมทีมแทน Jewell ที่ลาออกไป จะมีความสามารถในการคุมทีมวีแกนเลยแม้แต่น้อย และเขาก็คงไม่อาจหลีกหนีความล้มเหลว เหมือนกับที่เขาเคยเผชิญมาแล้วในการคุมแบร็ดฟอร์ด ซิตี้ ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกประหลาดใจ ถ้าหาก Whelan จะต้องหาผู้จัดการทีมคนใหม่มาทำงานแทน Hitchings ในช่วงระหว่างฤดูกาลหน้า และแถมคนที่จะมาทำงานแทนอาจจะเป็น Jewell อีกต่างหากด้วย 

     

    ประกาศผลสอบไล่ English Premiership ฤดูกาล 2006 - 2007 ( Part 1 )

     

    ประกาศผลสอบไล่ English Premiership ฤดูกาล 2006 2007

     

    Arsenal : C

              เป็นอีกฤดูกาลที่สาวกปืนโตต้องผิดหวังกับผลงานในลีก เมื่อพวกเขาหมดลุ้นแชมป์ลีกไปอย่างรวดเร็ว ( เหมือนในฤดูกาลที่แล้วอีกแล้ว ) ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปัญหาอาการบาดเจ็บของ Henry กับ Van Persie ที่เจ็บยาวจนปิดฤดูกาล แต่ปัจจัยที่แท้จริงที่ทำให้ปืนโตไม่ได้ลุ้นแชมป์ลีก ทั้งๆที่อาร์เซนอลถือได้ว่าเป็นทีมที่เล่นฟุตบอลได้สวยงามที่สุดในเกาะอังกฤษ ก็คือ การใช้โอกาสการยิงประตูที่สิ้นเปลืองอย่างมหาศาล ซึ่งถือเป็นข้อบกพร่องที่ Wenger จำเป็นต้องปรับปรุงอย่างเร่งด่วน หากต้องการประสบความสำเร็จอย่างจริงจัง ไม่ใช่เป็นเพียง Entertain Champion “ อย่างที่เป็นอยู่

                    ความคาดหวัง : บอร์ดบริหารปืนโตและ Wenger สมควรที่จะคิดถึงการซื้อนักเตะระดับ Big Name มาร่วมทีมได้แล้ว เพราะก็เห็นกันอยู่แล้วว่านี่มันเป็นภาระที่หนักอึ้งเกินกว่าที่จะปล่อยให้ Henry แบกเอาไว้เพียงคนเดียวอีกต่อไป

     

    Aston Villa : D+

              ภายหลังจากที่ Lerner เข้าครอบครองสโมสรแทน Ellis กองเชียร์วิลล่าต่างพากันฝันถึงอนาคตอันรุ่งโรจน์กันอีกครั้ง หลังจากที่สิ้นหวังมาโดยตลอดในอนาคตของสโมสร ( ในยุคของ Ellis ) และทุกอย่างก็ทำท่าจะดี เมื่อสิงห์ผยองออกตัวด้วยการไม่แพ้ใครใน 9 นัดแรกของลีก แถม 2 ใน 9 นัดในสถิติไร้พ่ายนี้ยังเป็นการบุกไปยันเสมอกับปืนโตกับเชลสกี้อีกต่างหาก แต่.......หลังจากนั้นเป็นต้นมา สิงห์ผยองก็กลับหาฟอร์มเก่งตัวเองไม่เจอเลย  จนหมดลุ้นไปเล่นฟุตบอลยุโรป แถมหวิดไปอยู่ในเกมหนีโซนแดงอีกต่างหาก

                    อย่างไรก็ตาม กองเชียร์สิงห์ผยอง แอสตัน วิลล่าก็ยังเหลืออะไรที่พอจะภูมิใจได้บ้างในฤดูกาลนี้ เมื่อวิลล่ากลับมาสู่ฟอร์มเก่งได้ใน 9 นัดสุดท้ายของฤดูกาล ด้วยการไม่แพ้ใคร จนทำให้ O’neil คว้ารางวัลผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมประจำเดือนเมษายน ซึ่งพอจะกลบเกลื่อนความผิดหวังในผลงานโดยรวมปีนี้ได้พอสมควร

                    ความคาดหวัง : O’Neil ควรพัฒนากองหน้าให้มีประสิทธิภาพมากกว่าที่เป็นอยู่โดยด่วน หากยังคิดจะประสบความสำเร็จในการพาวิลล่าไปเล่นฟุตบอลยุโรปในฤดูกาลหน้า เพราะแม้แต่คนที่ยิงประตูในลีกสูงสุดของทีมในฤดูกาลนี้อย่าง Agbonlahor ยังยิงได้แค่ 9 ประตูเท่านั้นเอง ซึ่งถือว่าน่าเกลียดมาก และที่น่าเกลียดยิ่งกว่าคือ ถ้าไม่นับ Barry ที่ไม่ใช่กองหน้าแล้ว ก็ไม่มีผู้เล่นคนไหนในทีมยิงประตูในลีกได้ถึง 5 ประตูเลยแม้แต่คนเดียว

     

    Blackburn : C+

              แม้กุหลาบไฟไม่สามารถรักษามาตรฐานเดิม ด้วยการไปเล่นในยูฟ่าคัพได้อย่างที่ทำไว้ในฤดูกาลที่แล้ว แต่เหตุผลเดียวที่พวกเขายังมีลุ้นไปยูฟ่าคัพจนถึงนัดที่ 36 ก่อนที่ความหวังจะดับสลาย ภายหลังจากที่ไม่สามารถเอาชนะสเปอร์ที่ White Hart Lane ได้ในนัดที่ 37 นั้น คือการที่ McCarthy โชว์ผลงานในฤดูกาลแรกในเกาะอังกฤษได้อย่างเยี่ยมยอด ด้วยการกระหน่ำไป 18 ประตู จนรั้งอันดับ 2 ของดาวซัลโวในลีกได้อย่างยอดเยี่ยม

                    ความคาดหวัง : สาวกกุหลาบไฟคงต้องลุ้นระทึกว่าจะรั้ง McCarthy อยู่กับทีมต่อไปได้หรือไม่ หลังจากที่เจ้าตัวประกาศว่าพร้อมที่จะย้ายไปเล่นกับทีมที่ได้ไปเล่น UCL ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริงๆ นี่ก็คงจะเป็นช่องว่างขนาดยักษ์ที่ Hughes ยากจะถมให้เต็ม ด้วยกองหน้าที่มีอยู่อย่าง Nonda , Bentley , DerbyShire หรือ Roberts ได้ง่ายๆเลยแม้แต่น้อย

     

    Bolton : B

              Allardyce คงตระหนักดีว่าในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น มันช่างโหดร้ายที่ต้องยอมรับว่าโบลตันยังไงก็เป็นได้แค่ทีมระดับกลาง ยากที่จะพัฒนาไปถึงระดับทีมลุ้นแชมป์ ซึ่งทำได้แต่ในโลกของ CM หรือ FM และเมื่อบวกกับข่าวการที่หลายๆทีมที่ใหญ่กว่าอย่างเรือใบสีฟ้ากับสาลิกาดง จะมีการเปลี่ยนแปลงโค้ช จึงทำให้ Allardyce ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งทันที ทั้งๆที่ยังไม่จบฤดูกาลเสียด้วยซ้ำไป

                    แต่โชคยังดีที่ฤดูกาลใกล้จะปิด เพราะเหลืออีกเพียงแค่ 2 นัดเท่านั้น บวกกับผลงานที่ Allardyce ทำมาไว้เป็นอย่างดีมาโดยตลอดในช่วงก่อนหน้านี้ จึงทำให้ The Trotters ยังได้ไปเล่นยูฟ่าคัพจนได้ในแบบที่ต้องลุ้นกันจนถึงนาทีสุดท้าย

                    ความคาดหวัง : มาตรฐานที่Allardyce สร้างเอาไว้ให้กับโบลตัน ถือเป็นอะไรที่ Lee ยากจะรักษาไว้ได้ และไม่ต้องพูดถึงดาราดังๆในทีมอีกหลายคนที่ทำท่าจะไปตาม Allardyce อย่าง Anelka , Ben Haim หรือ Nolan ซึ่ง Lee คงยากที่จะรั้งให้อยู่ต่อไป เห็นแบบนี้แล้ว ก็ชวนให้วิตกว่าโบลตันในฤดูกาลหน้ามีโอกาสสูงมากเหลือเกินที่จะเดินซ้ำรอยความหายนะอย่างที่เกิดขึ้นในฤดูกาลนี้กับชาร์ลตัน

     

    Charlton : F

              คงไม่มีใครคิดว่าการจากไปของ Curbishley จะเป็นจุดเริ่มต้นของฤดูกาลแห่งความหายนะของ Addicks เลยแน่นอน  แต่จะไปโทษ Curbishley ก็ย่อมไม่ถูกต้อง เพราะปัญหาที่แท้จริงเริ่มต้นที่ Dowie ใช้เงินซื้อนักเตะไปถึง 11 ล้านปอนด์ แต่กลับทำผลงานได้ห่วยแตก จนทำให้ทีมรั้งบ๊วยของลีกอย่างน่าอับอาย และแม้จะเปลี่ยนตัวผู้จัดการเป็นทีมเป็น Reed สถานการณ์ของดาบเดี่ยวก็ยังคงทรุดหนักต่อไปอย่างน่าตกใจ

              กว่าที่บอร์ดบริหารของชาร์ลตันจะแต่งตั้ง Pardew ขึ้นมารั้งตำแหน่งผู้จัดการทีมแทน ทีมก็อยู่ในสภาพที่แทบไม่เหลือเงินไว้ซื้อนักเตะอีกแล้ว บวกกับเวลาในการต่อสู้เพื่ออยู่รอดในลีกสูงสุดที่ใกล้หมดสิ้น แต่ Pardew ก็ยังทำทีมดาบเดี่ยวให้ฟื้นตัวได้อย่างน่าตื่นตะลึง

                    แต่ .... เหมือนกับชะตากรรมจะกลั่นแกล้งชาร์ลตัน เพราะในขณะที่พวกเขาสามารถไต่หนีโซนแดงได้เป็นครั้งแรก ภายหลังจากการบุกไปยันเรือใบสีฟ้าได้ที่ City of Manchester พวกเขากลับทำผลงานไม่ชนะใครในลีกเลยใน 6 นัดสุดท้าย และตกชั้นอย่างเด็ดขาดในเกมที่โดนไก่เดือยทองบุกมาอัดคา The Valley ในเกมนัดที่ 37 พร้อมกับที่น้ำตาของกองเชียร์ Addicks ต่างไหลรินให้กับโศกนาฎกรรมในครั้งนี้

                    ความคาดหวัง : ชาร์ลตันคงยากที่จะรั้ง Bent เอาไว้ได้อีกแล้ว แต่จะไปกล่าวหาว่า Bent ไม่จงรักภักดีต่อสโมสรก็ไม่ได้ เพราะที่ผ่านมา Bent ก็แบกรับภาระอันหนักอึ้ง ( เพียงคนเดียว ) ในการประคับประคองให้ดาบเดี่ยวอยู่รอดมาโดยตลอด และนั่นก็คงทำให้ภารกิจของ Pardew ในการนำพาดาบเดี่ยวกลับคืนสู่ลีกสูงสุดอีกครั้ง ต้องประสบกับความยากลำบากขึ้นเป็นเงาตามตัว

     

    Chelsea : B+

              เชลซีทำผิดพลาดครั้งใหญ่ในแง่ของการซื้อขายในช่วงเริ่มต้นฤดูกาล เริ่มต้นจากการนำนักเตะฝีเท้าระดับโลกอย่าง Ballack กับ Shevchenko มาร่วมทีม แล้วปรากฎว่าทั้ง 2 คนนี้กลับไม่สามารถเรียกฟอร์มเก่งอย่างที่เคยเล่นในสโมสรเก่าของตนเองออกมาได้มากอย่างที่ควรจะเป็น แถมการขาย Huth กับ Gallas ออกไปนั้น กลับเป็นช่องว่างที่ Boulahrouz ไม่อาจจะถมให้เต็มได้ และยังทำให้ช่องว่างในแผงหลังนั้นขยายมากขึ้นไปอีก

                    และนอกจากนั้น เชลซียังมีปัญหาอาการบาดเจ็บของนักเตะรบกวนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในส่วนของ Terry กับ Cech ซึ่งล้วนแล้วแต่ฉุดรั้งเชลซีให้หลุดลงมาจากมาตรฐานเดิมมากพอสมควร แต่ด้วยผลงานของ Drogba กับ Lampard บวกกับการกลับมาลงสนามได้ของนักเตะตัวหลักอีกหลายคน ( ในช่วงท้ายฤดู กาล ) จึงทำให้เชลซียังคงสามารถเบียดลุ้นแชมป์กับอสูรแดงได้อย่างสูสี และมีโอกาสที่จะแซงผีแดงเป็นแชมป์ลีกสูงมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ตวามหวังทั้งหมดพังทลายลง เมื่อเชลซีเอาชนะใครไม่ได้เลยในช่วง 5 นัดสุดท้าย จนต้องส่งมอบแชมป์ลีกคืนแมนยูไปจนได้ในท้ายที่สุด

                    ความคาดหวัง : ไม่มีอะไรที่จะการันตีได้เลยว่าทั้ง Ballack กับ Shevchenko จะได้อยู่กับทีมต่อไปหรือไม่ แต่นั่นคงไม่สำคัญไปกว่าการตัดสินใจของ Abramovich ว่าจะให้ Mourinho ได้ทำทีมต่อไปหรือไม่ แต่ไม่ว่าใครจะอยู่หรือไป เชลซีก็จำเป็นต้องหาผู้เล่นตำแหน่งกองหลัง ( ตัวกลาง ) กับกองหน้ามาเสริมทัพให้ได้โดยเร็ว หลังจากที่ทั้ง 2 ตำแหน่งนี้ ถือเป้นจุดสำคัญที่ทำให้เชลซีพลาดการคว้าแชมป์ลีก 3 สมัยติดต่อกัน

     

    Everton : B+

              การลงทุนซื้อ Lescott กับ Johnson ถือเป็นการซื้อที่ยอดเยี่ยม และถูกต้องที่สุดครั้งหนึ่งของ Moyes ในการแก้ไขปัญหาของสภาพทีมให้มีความลงตัวและยืดหยุ่นมากขึ้น และเมื่อบวกกับฟอร์มอันโดดเด่นของ Arteta ( โดยเฉพาะในช่วงที่ Cahill ประสบอาการบาดเจ็บ จนต้องพักยาว ) จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะเห็นทอฟฟี่จะบินสูงได้อีกครั้ง แม้จะไม่สูงเท่ากับที่เคยทำไว้ในปี 2005 ก็ตามที

                    ความคาดหวัง : Kenwright สมควรที่จะอนุมัติเงินให้ Moyes ซื้อนักเตะเข้ามาเสริมทีมเป็นการด่วน เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดความหายนะอย่างที่เคยเกิดในช่วงต้นฤดูกาล 2005 2006 อีกครั้ง ซึ่งจะเป็นผลให้เกิดการทำลายขวัญกำลังใจของนักเตะทอฟฟี่ และยังทำให้เอฟเวอร์ตันยากที่จะลดช่องว่างที่ต้องตามหลังคู่อาฆาตร่วมเมืองอย่างหงส์แดงอีกต่างหาก

     

    Fulham : D

              การปลด Coleman แล้วนำ Sanchez มาคุมฟูแลมแทน อาจจะไม่ใช่การตัดสินใจที่ดีของ Al Fayed เท่าใดนัก แต่ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย และค่อยๆเห็นฟูแลมตกต่ำจนต้องตกชั้นไปในภายหลัง เพราะที่ผ่านมาในยุคของ Coleman ฟูแลมก็เป็นทีมที่ดูเหมือนไม่มีอนาคตอะไรเลยอยู่แล้วเท่าใดนัก จนใกล้เคียงที่จะตกชั้นมากขึ้นเรื่อยๆในแต่ละฤดูกาลที่ผ่านไปอย่างน่าใจหาย

                    ความคาดหวัง : ฤดูกาลหน้าคงเป็นบททดสอบของจริงว่า Sanchez จะโชว์ฝีมือดีอย่างที่เคยทำไว้กับทีมชาติไอร์แลนด์เหนือได้หรือไม่ แต่ดูจากสภาพทีมแล้ว ก็ชวนให้สงสัยว่าฟูแลมจะสามารถพิสูจน์ตัวเองเพื่อให้ก้าวพ้นสถานการณ์เดิมๆไปได้จริงหรือ ?   

     

    Liverpool : C

              นอกจากการลุ้นแชมป์ยุโรป ที่ทำให้หงส์แดงดูเหมือนจะเสียสมาธิในการลุ้นแชมป์ลีกไปอย่างมากมายมหาศาลแล้ว จนทำให้ทีมฟอร์มแกว่งเป็นอย่างมาก Benitez เองก็คงรู้ดีว่าปัจจัยที่แท้จริงที่ทำให้ทีมตนหมดลุ้นแชมป์อย่างรวดเร็ว เหมือนกับที่อาร์เซนอลประสบพบเจอ ก็คือการเล่นเกมเยือนที่ห่วยแตกมาก เมื่อเทียบกับผลงานที่ทำไว้ที่ Anfield เพราะหงส์แดงชนะเพียงแค่ 6 นัดเท่านั้นในเกมเยือน แถมยังยิงได้แค่ 18 ประตู ซึ่งถือว่าแย่มาก เมื่อเทียบกับผีแดงหรือสิงโตน้ำเงินครามที่ได้เบียดลุ้นแชมป์กันจนถึงเดือนพฤษภาคม ( ผีแดงกับเชลซีทำสถิติไม่ชนะเกมเยือนเพียง 6 และ 7 นัดตามลำดับ ) ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ Benitez ต้องรีบปรับปรุงโดยด่วน หากอยากเห็นการลุ้นแชมป์ลีกที่มีอย่างน้อย 3 ทีมเบียดลุ้นแชมป์กันอย่างสูสีในฤดูกาลที่กำลังจะถึงนี้

                    ความคาดหวัง : Benitez ประกาศกร้าวจะมุ่งมั่นในลีกมากขึ้น แต่ยังคงมีคำถามตัวโตๆออกมาว่าหงส์แดงจะสามารถรองรับแรงกดดันที่จะต้องทำให้ได้ดีใน 2 ถ้วยใหญ่ได้ดีขนาดไหน เพราะหากทำไม่ได้ ก็คงกลับมาเป็นเหมือนเดิม ด้วยการมุ่งมั่นในบอลยุโรป ( จนได้เข้าชิง 2 ครั้งใน 3 ปีหลังสุด ) และประคองตัวให้อยู่ใน 4 อันดับแรกของลีกก็พอเป็นแน่แท้

     

    Manchester City : D

              ดูเหมือนว่าสิ่งดีๆเพียงอย่างเดียวที่เรือใบสีฟังยังคงมีเหลืออยู่ในฤดูกาลนี้ ก็คือ เวลาที่พวกเขาเจอกับปีศาจแดง พวกเขาจะสู้แบบไม่กลัวศักดิ์ศรีราชาอสูรเลยแม้แต่น้อย และมักจะทำให้ยูไนเต็ดได้รับผลลัพธ์ ( ที่ดีหรือแย่ ) กลับออกไปด้วยความยากลำบากได้ตลอด เพราะนอกจากนี้แล้ว ก็ดูเหมือนว่าซิตี้มีปัญหารุมเร้ามากมายเหลือเกิน

                    ปัญหาของซิตี้ที่เห็นได้ชัดคือการทำประตูที่แย่มาก เพราะคนที่ทำประตูในลีกสูงสุดในทีมคือ Barton ซึ่งยิงได้แค่ 6 ประตูเท่านั้นเอง และยิงได้รวมกันทุกรายการแค่ 7 ลูก แต่ยังเป็นดาวซัลโวสูงสุดของทีม !!?? เห็นแบบนี้แล้ว ก็แทบไม่ต้องเดาเลยว่ากองหน้าของซิตี้ทำผลงานได้ห่วยบรมขนาดไหน เพราะไม่มีใครเลยที่ยิงในลีกได้ถึง 5 ประตูเลยแม้แต่คนเดียว นอกจากนี้ ซิตี้ยังมีปัญหาในเรื่องระเบียบวินัย และการควบคุมอารมณ์ของนักเตะในสังกัดที่แย่มาก ตั้งแต่กรณีที่ Thatcher เข้าเสียบสกัด ก่อนจะใช้ท่อนแขนหวด Mendes จนสลบ ในเดือนสิงหาคม หรือการที่ Ball จงใจย่ำ Ronaldo ที่นอนอยู่อย่างน่าเกลียดในเดือนพฤษภาคม

              ด้วยเหตุนี้ จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ซิตี้จะมีผลงานอันเลวร้าย จนทำให้ Pearce ถูกบอร์ดบริหารของสโมสรจัดการปลดออก ทั้งๆที่ครั้งหนึ่ง เขาเคยเป็นขวัญใจของชาวซิตี้ทั้งปวงเสียด้วยซ้ำไป

                    ความคาดหวัง : อนาคตของ Barton ยากที่จะคาดเดาว่าจะลงเอยที่จุดใด คุก? ย้ายสโมสร ?  หรืออยู่กับสโมสรต่อ พร้อมกับเจอหน้า Dabo ( คู่กรณีที่ถูก Barton ต่อยจนตาบวม ) ต่อไปเรื่อยๆ ? พอๆกับที่ไม่มีใครรู้ได้เลยว่าใครจะยอม ( ลดตัว ) มาคุมซิตี้ หรือ เมื่อใดกันที่นักเตะซิตี้จะเลิกเล่นแบบป่าเถื่อนและสกปรกเสียที